กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

รูป กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 ม.ค. 69 9:07: น.

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.19 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 30.92-31.24 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลว่า ทางการสหรัฐฯ อาจร่วมมือกับทางการญี่ปุ่นในการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้ เงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 155 เยนต่อดอลลาร์

 

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังผู้เล่นในตลาดประเมินว่า Rick Rieder มีโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน FED คนใหม่ และที่สำคัญ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ กอปรกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ร้อนแรงขึ้น ได้หนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 และความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)

 

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ผลการประชุม FOMC พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ที่อาจกระทบต่อตลาดค่าเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED โดยเราประเมินว่า FED จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์ ทว่าผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาแถลงการณ์การประชุม FED และถ้อยแถลงของประธาน FED Jerome Powell ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลางประเด็นความเป็นอิสระของ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะหลังที่ทยอยออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่

 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจกระทบต่อบรรยากาศของตลาดการเงินได้ รวมถึงรอจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ และพันธมิตร อาทิ อิสราเอล อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่าน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระบุว่า สหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหาร โดยเฉพาะ กองเรือขนาดใหญ่ เข้าพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่พุ่งสูงขึ้น ได้ส่งผลให้ หลายสายการบิน อย่าง Air France และ KLM ได้ยกเลิกเที่ยวบินที่ผ่านน่านฟ้าของตะวันออกกลาง

 

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของยูโรโซน ที่สำรวจโดย ECB และ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนมกราคม

 

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาท่าทีของทางการญี่ปุ่น ว่าจะมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หรือไม่ หลังในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินเยนญี่ปุ่นได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น “เร็วและแรง” จนมีการพูดถึงในตลาดการเงินว่า New York FED ได้เข้าเช็คอัตราแลกเปลี่ยน (Rate Checks) ซึ่งมักจะดำเนินการโดยทางการญี่ปุ่นและเกิดขึ้นก่อนการเข้าแทรกแซงค่าเงิน (Yen Intervention) ทั้งนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงาน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของญี่ปุ่น ในเดือนธันวาคม ส่วนฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Non- Manufacturing PMIs) ในเดือนมกราคม

 

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างและผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนธันวาคม

 

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท แม้ว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาท (USDTHB) จะมีกำลังมากขึ้น หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากอานิสงส์ของการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อ จนทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในกรณีที่ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลการประชุม FOMC

 

กอปรกับ ทางการของไทย อย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ส่งสัญญาณชัดเจน ว่า ต้องการเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน (ซึ่งควรจะอ่อนค่าลงกว่าระดับปัจจุบัน) ซึ่งต้องจับตาการออกมาตรการต่างๆ ของ BOT เพื่อลดทอนอานิสงส์ของปัจจัยหนุนเงินบาท อย่าง ราคาทองคำ และที่น่าสนใจ เราพบว่า สัญญาจากตลาด Options สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มมุมมอง “เชิงลบ” ต่อเงินบาทมากขึ้น สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดอาจประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าได้พอควร เมื่อแข็งค่าเข้าใกล้โซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์

 

ทั้งนี้ เรายอมรับว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อได้ ตราบใดที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เรามองว่า ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” เสี่ยงเข้าสู่การพักฐาน (Correction) ในระยะสั้นได้ไม่ยาก หากอ้างอิงจากสถิติในอดีต นอกจากนี้ หากมีการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) จริง อาจช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่ต้องเห็นปัจจัยหนุนสำคัญ เช่น ผู้เล่นในตลาดเชื่อมั่นในธีม Sell America มากขึ้น หรือ มั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่กำลังคาดหวังอยู่ และหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้จริง พร้อมแข็งค่าต่อทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ เรามองว่า เงินบาทแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน (แถว 33-34 บาทต่อดอลลาร์) หรือเข้าสู่โซน Overvalued อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะอ่อนค่าลงในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า

 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์

 

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy)

 

และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

 

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนสูง โดยมีโอกาสแข็งค่าขึ้นบ้าง หากผลการประชุม FOMC ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของFED แต่หากเกิดการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง อาจกดดันเงินดอลลาร์เพิ่มเติม

 

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.80-31.50 บาท/ดอลลาร์

 

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.85-31.10 บาท/ดอลลาร์

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

ชุติมา มุสิกะเจริญ

ชุติมา มุสิกะเจริญ