เงินเยนแข็งค่าขึ้นในวันจันทร์ หลังนักลงทุนเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ภายหลังค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา สกุลเงินเยนของญี่ปุ่น แข็งค่าขึ้นเกือบ 1% ไปแตะระดับ 153.98 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายเช้านี้ หลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ออกคำเตือนถึงตลาดและส่งสัญญาณเมื่อวันศุกร์ว่าสหรัฐฯ อาจเข้าร่วมกับญี่ปุ่นในการปกป้องค่าเงินเยน ขณะที่หุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลง โดยดัชนี Nikkei 225 ร่วงลง 2% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย โดยอัตสึชิ มิมูระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ซึ่งรับผิดชอบด้านค่าเงินเยน กล่าวว่า ญี่ปุ่นยังคงติดต่อประสานกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดในประเด็นตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระแสข่าวการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน นางทาคาอิจิกล่าวว่า “เราจะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อรับมือกับความเคลื่อนไหวเชิงเก็งกำไรและความผันผวนที่สูงผิดปกติ” โดยไม่ได้ระบุชื่อเงินเยนหรือพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นที่มีความผันผวนสูงโดยตรง ทั้งนี้ แม้ผู้นำญี่ปุ่นจะกล่าวว่าการแสดงความคิดเห็นใน “เรื่องที่ควรปล่อยให้ตลาดเป็นผู้กำหนด” ไม่ใช่บทบาทของนายกรัฐมนตรี แต่รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น เคยระบุว่ามีอิสระเต็มที่ในการดำเนินการตามความจำเป็น รวมถึงการแทรกแซงตลาด ซึ่งการอ่อนค่าของเงินเยน เริ่มพลิกกลับมาแข็งค่าในช่วงท้ายของการซื้อขาย ท่ามกลางการคาดการณ์เกี่ยวกับการแทรกแซง และยิ่งเร่งตัวขึ้นหลังมีรายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ได้ติดต่อสถาบันการเงินเพื่อตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยน การดีดตัวขึ้นของเงินเยนเมื่อวันศุกร์สูงสุดถึง 1.75% ถือเป็นการปรับขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. โดยสัญญาณจากการสอบถามของเฟด รวมถึงการสื่อสารอย่างใกล้ชิดในช่วงหลัง ระหว่างซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่น กับสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเข้าแทรกแซงร่วมกัน รายงานเกี่ยวกับการตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน มีแนวโน้มทำให้ตลาดระมัดระวังมากขึ้นในการกดค่าเงินเยนให้อ่อนลงต่อไป และอาจบีบให้สถานะขายชอร์ตเงินเยนลดลง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยความผันผวนในตลาดเงินตรา เกิดขึ้นพร้อมกับความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุยาวที่สุด พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนจะอ่อนตัวลง 
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ระบุว่า สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงตลาดเงินตราเพียง 3 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 1996 โดยครั้งล่าสุดคือการขายเงินเยนร่วมกับประเทศกลุ่ม G7 เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาด หลังเหตุแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 แอนโธนี ดอยล์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนของ Pinnacle Investment Management กล่าวว่า ญี่ปุ่นไม่สามารถแก้ปัญหาค่าเงินเยนได้โดยไม่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบการเงินโลก นั่นทำให้แนวคิดเรื่องการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ในลักษณะเดียวกับข้อตกลง Plaza Accord เริ่มถูกมองว่าเป็นความเป็นไปได้มากขึ้น ซึ่งการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เริ่มเข้ามามีบทบาท สะท้อนได้ว่า ประเด็นนี้ขยายวงเกินกว่าประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนทั่วไปแล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นใช้เงินเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเข้าซื้อเงินเยนเพื่อพยุงค่าเงินในปี 2024 และในทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมา ค่าเงินเยนอยู่ใกล้ระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกลายเป็นระดับอ้างอิงคร่าว ๆ ว่า อาจเป็นจุดที่รัฐบาลจะกลับมาดำเนินการอีกครั้ง ญี่ปุ่นกำลังเตรียมจัดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. โดยคำมั่นของทาคาอิจิในการลดภาษีอาหารได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดหนี้ของญี่ปุ่นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 40 ปี พุ่งทะลุระดับ 4% ทำสถิติสูงสุดใหม่ นับตั้งแต่เริ่มออกพันธบัตรรุ่นดังกล่าว และเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ทศวรรษที่พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นทุกช่วงอายุ พุ่งแตะระดับดังกล่าว ที่มา Bloomberg 
|