BYD ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติจีน ตั้งเป้าเพิ่มยอดส่งมอบรถยนต์ในตลาดนอกประเทศจีนที่ 1.3 ล้านคันในปี 2026 เพิ่มขึ้นเกือบ 25% จากปีก่อน ท่ามกลางแรงกดดันจากตลาดภายในประเทศ หลี่ หยุนเฟย ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายแบรนด์และประชาสัมพันธ์ของ BYD เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์นอกประเทศจีนจำนวน 1.3 ล้านคันในปี 2026 เพิ่มขึ้นจากยอดส่งมอบในต่างประเทศ 1.04 ล้านคันในปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตอย่างรวดเร็วของยอดขายในต่างประเทศจะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนรายนี้แซงหน้า Tesla ขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกเมื่อปีที่แล้ว แต่ความต้องการในตลาดจีนเริ่มเผชิญแรงกดดัน หลังรัฐบาลจีนปรับลดมาตรการจูงใจบางส่วนที่สนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกันการแข่งขันภายในประเทศก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น BYD รายงานว่ายอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles) รวมอยู่ที่ราว 4.6 ล้านคันในปี 2025 โดยในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ประมาณ 2.26 ล้านคัน ส่วนที่เหลือเป็นรถปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งส่วนใหญ่จำหน่ายในตลาดภายในประเทศ สะท้อนกลยุทธ์การใช้ระบบขับเคลื่อนสองรูปแบบของบริษัทในปีดังกล่าว 
ยอดส่งมอบในต่างประเทศของ BYD ในปี 2025 สูงกว่า 1.04 ล้านคัน ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ โดยตัวเลขดังกล่าวสูงกว่ายอดขายต่างประเทศรวมตลอดทั้งปี 2024 ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดต่างประเทศ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อปริมาณการขายรวมของบริษัทในปี 2025 และกลายเป็นฐานสำคัญสำหรับเป้าหมายการเติบโตในปี 2026 ซึ่งการเติบโตของยอดขายต่างประเทศในปี 2025 ได้รับแรงหนุนจากการขยายกิจกรรมในหลายภูมิภาค โดย BYD เพิ่มการทำตลาดในยุโรป ควบคู่กับการเร่งเข้าสู่ตลาดและเพิ่มยอดขายในลาตินอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตามรายงานระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 รถยนต์ของ BYD ได้เข้าสู่ตลาดครอบคลุมกว่า 110 ประเทศและภูมิภาค นอกเหนือจากการส่งออก BYD ยังเดินหน้าลงทุนในการผลิตในต่างประเทศ โดยโรงงานผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศไทย อุซเบกิสถาน และบราซิล ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการ ขณะที่โรงงานผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งแรกในยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ในฮังการีใกล้เริ่มการผลิตเช่นกัน ทั้งนี้ ซิตี้กรุ๊ประบุเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้วว่า BYD เคยตั้งเป้ายอดขายต่างประเทศไว้ที่ 1.5–1.6 ล้านคันในปี 2026 สะท้อนว่าบริษัทและนักวิเคราะห์ภายนอก ได้พิจารณาความเป็นไปได้ของปริมาณการส่งออกที่สูงกว่านี้มาแล้วก่อนหน้า ที่มา Carnews China 
|