CGSI เปิด 2 แนวทาง SET ไปทางไหนหาก `พรรคประชาชน` หรือ ` พรรคภูมิใจไทย` เป็นแกนนำรัฐบาล

รูป CGSI เปิด 2 แนวทาง SET ไปทางไหนหาก `พรรคประชาชน` หรือ ` พรรคภูมิใจไทย` เป็นแกนนำรัฐบาล

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 ม.ค. 69 14:01 น.

 

เปิด 2 แนวทางหาก "พรรคประชาชน" หรือ " พรรคภูมิใจไทย" เป็นแกนนำรัฐบาล ประเมินหุ้นไทยจะตอบสนองเชิงบวกอย่างระมัดระวัง หากพรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ประเมินหุ้นไทยจะยิ่งตอบสนองเชิงบวก หากพรรคภูมิใจไทยเป็นการแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมแจก 11 หุ้นเด่น พร้อมคงเป้า SET สิ้นปี 69 อยู่ที่ 1,400 จุด

 

ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า จากข้อมูลโพลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ว่า พรรคประชาชน (ปชน.) ยังคงเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 ขณะที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ตามมาเป็นอันดับสองและสาม แนวโน้มดังกล่าวทำให้เชื่อว่าปชน.และภท.มีความเป็นไปได้มากสุดที่จะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยพรรคหนึ่งน่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม ส่วนอีกพรรคหนึ่งน่าจะรับหน้าที่เป็นแกนนำฝ่ายค้าน

 

ทั้งนี้มองว่า พท.มีแนวทางสอดคล้องกับภท.มากกว่าปชน. เนื่องจากนโยบายของพท.มีความใกล้เคียงกับภท. โดยเฉพาะการเน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ขณะที่ปชน.ให้ความสำคัญการปฏิรูปโครงสร้างและเศรษฐกิจระยะยาว นโยบายของปชน.มุ่งเน้นพัฒนาประเทศให้ทันสมัย, เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน รวมถึงการปฏิรูปองค์กรเพื่อเป็นรากฐานสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนและทั่วถึง ขณะที่ภท.เน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น, เร่งการลงทุน และขยายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่น

 

ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ CGSI ประเมิน 2 กรณีดังนี้

 

1. ในกรณีที่ปชน.ชนะการเลือกตั้งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะตอบสนองเชิงบวกอย่างระมัดระวังในช่วงแรก เริ่มจากตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นรับธีมการปฏิรูปประเทศ ตามด้วยการเลือกหุ้นลงทุน จากนั้นอาจมีความผันผวนเมื่อนักลงทุนหันมาประเมินวินัยการคลังและความเสี่ยงด้านการดำเนินนโยบาย ขณะที่นโยบายสวัสดิการทั่วหน้าและแผนปฏิรูปของปชน. อาจทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงความเป็นไปได้และวินัยการคลังในหมู่นักเศรษฐศาสตร์และฝ่ายที่เห็นต่าง ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองหลายราย

 

2. ส่วนในกรณีที่ภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะยิ่งตอบสนองในเชิงบวกเพราะคาดหวังกับความต่อเนื่องของโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะให้ ความสำคัญกับการกระตุ้นการบริโภคและการส่งเสริมเศรษฐกิจรากหญ้า ดังนั้นจึงคาดว่านักลงทุนจะเปลี่ยนจาก การลงทุนในกลุ่มธนาคาร, กลุ่มโทรคมนาคม และกลุ่มที่เน้นการส่งออก ไปลงทุนในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มการแพทย์, กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, กลุ่มท่องเที่ยวและหุ้น Laggard แทน

 

*** เปรียบเทียบรัฐบาลพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย

พรรคประชาชนเน้นปฏิรูป พรรคภูมิใจไทยเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ

โพลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ว่า พรรคประชาชน (ปชน.) ยังคงเป็นตัวเต็งในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. 2026 ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ พรรคเพื่อไทย (พท.) ตามมาเป็นอันดับสองและสามตามลำดับ ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจของนิด้าโพลที่จัดทำโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อวันที่ 5-8 ม.ค. 2026 แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนยังมีคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งด้วยเสียงสนับสนุน 30.4% ตามด้วยพรรคภูมิใจไทยที่ 22% และพรรคเพื่อไทย 15%

 

แนวโน้มดังกล่าวทำให้เราเชื่อว่า ปชน. และ ภท. มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยพรรคหนึ่งน่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม ส่วนอีกพรรคหนึ่งน่าจะรับหน้าที่แกนนำฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบระหว่างสองพรรค เราเชื่อว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) ดูจะมีแนวทางสอดคล้องกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่าพรรคประชาชน เนื่องจากทิศทางนโยบายของ พท. มีความใกล้เคียงกับ ภท. โดยเฉพาะการเน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ขณะที่ ปชน. ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปโครงสร้างและเศรษฐกิจในระยะยาว

 

*** นโยบายหลักด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาชน

มุ่งเน้นการปฏิรูปและการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ: ปรับปรุงกฎระเบียบและองค์กรให้ทันสมัย เพื่อยกระดับผลิตภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

การสร้างโอกาสด้วยเทคโนโลยีและดิจิทัล: ส่งเสริมการใช้งาน AI, นวัตกรรม และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ

การส่งเสริม SME และการแข่งขันที่เป็นธรรม: เสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมบังคับใช้กติกาการค้าที่เป็นธรรม

การปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงาน: ลดอำนาจผูกขาด, ลดต้นทุนค่าไฟ และมุ่งเป้าสู่ Net Zero


โครงการสวัสดิการ:

เงินอุดหนุนเด็กเล็ก 1,200 บาท/เดือน (0-6 ปี) และเงินช่วยเหลือสตรีมีครรภ์ 3,000 บาท

เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ/ผู้พิการ เป็น 1,500 บาท/เดือน ภายในปี 2030

ลดค่าครองชีพ: ลดค่าโดยสารขนส่งสาธารณะ (8-45 บาท), เงินสนับสนุนค่าเช่า 1,000 บาท (6 เดือน)

โครงการ "หวยใบเสร็จ" เพื่อกระตุ้นการซื้อสินค้าจาก SME

งบประมาณที่คาด: มากกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี

 

*** นโยบายหลักด้านเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย

เน้นเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งการลงทุน

นโยบาย "เศรษฐกิจ 10 พลัส": ตั้งเป้า GDP เติบโตไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี

ช่วยเหลือ SME และผู้มีรายได้น้อย: ปฏิรูประบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, การรวมหนี้ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC)

ลงทุน พลัส (Investment Plus): เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP ดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และผลักดันโครงการ Landbridge

เศรษฐกิจสีเขียวและ AI: สนับสนุนอุตสาหกรรม EV และการใช้ AI เพิ่มผลิตภาพ


โครงการสวัสดิการ:

คนละครึ่ง พลัส: งบประมาณ 8 หมื่นล้าน - 1.2 แสนล้านบาทต่อปี

ลดค่าน้ำค่าไฟ: ตรึงค่าไฟ 3 บาท/หน่วย (200 kWh แรก)

โครงการผู้สูงวัย พลัส: "1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา" (1 แสนตำแหน่ง เงินเดือน 1.5 หมื่นบาท)

งบประมาณที่คาด: มากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

 


*** หากพรรคประชาชนชนะและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่

เราไม่เชื่อว่าพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (มากกว่า 250 ที่นั่ง) ดังนั้น ปชน. จึงน่าจะต้องจับมือกับพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กอื่น ๆ ซึ่งอาจรวมถึงพรรคเพื่อไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคการเมืองขนาดเล็กบางพรรค อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมโอกาสัจบมือกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่า เท่ากับว่าโอกาสที่พรรคประชาชนจะกลายเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่มีน้อยกว่าพรรคภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาชนประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล เราเชื่อว่าตลาดน่าจะตอบสนองในเชิงบวกอย่างระมัดระวังในช่วงแรก เริ่มจากการที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นจากธีมการปฏิรูปประเทศ ตามด้วยการเลือกหุ้นลงทุนและความผันผวันที่เพิ่มขึ้นเมือนักลงทุนหันมาประเมินวินัยการคลังและความเสี่ยงด้านการดำเนินนโยบาย ขณะที่นโยบายสวัสดิการทั่วหน้าและแผนปฏิรูปของพรรคประชาชน ทำให้เกิดข้อถกเถียงถึงความเป็นไปได้และวินัยการคลังในหมู่นักเศรษฐศาสตร์และฝ่ายที่เห็นต่าง ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองหลายราย พรรคประชาชนยังมีแนวทางปฏิรูปในเชิงรุก โดยมุ่งเป้าไปยังระบบการเมืองและกระบวนการยุติธรรม
(รวมถึงการปฏิรูปตำรวจและมาตรการต่อต้านการทุจริต)

ขณะที่นักวิจารณ์บางคนมองว่านโยบายเหล่านี้อาจทำให้สถาบันต่าง ๆ ที่มีอยู่เกิดความไม่มั่นคงหรือทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับโครงสร้างเดิม ตามรายงานของ Thai Examiner นอกจากนี้ ส.ส. จำนวนมากของพรรคประชาชนมาจากพรรคก้าวไกลที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้ ซึ่งพรรคนี้เคยผลักดันเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เป็นประเด็นีออนไหว จึงทำให้สมาชิกพรรคบางส่วนถูกตรวจสอบและอาจถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง(ที่มา : Grokipedia)

ดังนั้น เราจึงเชื่อว่าตลาดหุ้นน่าจะค่อนข้างผันผวนหากพรรคประชาชนี้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล

 

 

***หากพรรคภูมิใจไทยชนะและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมใหม่

หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ เรามองว่าตลาดน่าจะยิ่งตอบสนองในเชิงบวกเพราะคาดหวังกับความต่อเนื่องของโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (เช่นโครงการคนละครึ่ง พลัส) รวมทั้งเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการบริโภคและการส่งเสริมเศรษฐกิจรากหญ้า เราจึงคาดว่านักลงทุนจะเปลื่ยนจากการลงทุนในกลุ่มธนาคาร, กลุ่มโทรคมนาคม และกลุ่มที่เน้นการส่งออก ไปลงทุนในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มการแพทย์ , กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม, กลุ่มท่องเที่ยวและหุ้น Laggard แทน

อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้ว ภท. จะเป็นพรรคที่มีจำนวนส.ส. มากที่สุดเป็นอันดับสองและกลายเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่

 


ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์ฯจึงถอด หุ้น ADVANC, TRUE และ SCB ออกจากรายชื่อหุ้น Top pick และเพิ่ม ERW, GULF, MRDIYT, TIDLOR, SPALI และ WHA เข้ามาแทน

 

หุ้น Top pick ในปัจจุบันของฝ่ายวิเคราะห์ฯ จึงประกอบด้วย BDMS, MRDIYT, CPN, ERW, GULF, MOSHI, MTC, PR9, SPALI, TIDLOR และ WHA โดยยังคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 69 อยู่ที่ 1,400 จุด ซึ่งเท่ากับ P/E 15 เท่าในปี 70 หรือ -0.75SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี

 

 

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลดังกล่าว สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้สรุปประเด็นสำคัญ และ มีมุมมองต่อโอกาสที่นักลงทุนจะสามารถไปติดตามต่อได้ดังนี้ 
 

 

 พรรคประชาชน (ปชน.)พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
แนวคิดหลักเน้นการปฏิรูปโครงสร้างและเติบโตด้วยเทคโนโลยีเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและเร่งการลงทุน
นโยบายเศรษฐกิจปฏิรูปกฎระเบียบ/องค์กร, ส่งเสริม AI & ดิจิทัล, ลดผูกขาดพลังงาน, หนุน SME แข่งขันเป็นธรรมเศรษฐกิจ 10 พลัส (GDP โต>3%), ลงทุน พลัส (Landbridge), หนุน EV และเศรษฐกิจสีเขียว
สวัสดิการเด่นเงินอุดหนุนเด็กเล็ก 1,200/ด, เบี้ยผู้สูงอายุ 1,500/ด (ปี 2030), หวยใบเสร็จคนละครึ่ง พลัส, ตรึงค่าไฟ 3 บาท, 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา, ปิดหนี้ไวไปต่อได้
มาตรการหนี้/ค่าครองชีพลดค่าโดยสาร (8-45 บาท), เงินช่วยค่าเช่า, แก้หนี้เกษตรกรสินเชื่อดอกเบี้ย 0%, รวมหนี้ผ่าน AMC ของรัฐ, ปฏิรูปบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
งบประมาณสวัสดิการคาดว่าใช้มากกว่า 3 แสนล้านบาท/ปีคาดว่าใช้มากกว่า 2 แสนล้านบาท/ปี

โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล


พรรคประชาชน: แม้จะมีคะแนนนิยมอันดับหนึ่ง (30.4% จากโพล) แต่ถูกประเมินว่ามีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล "น้อยกว่า" เพราะคาดว่าจะไม่ชนะเสียงข้างมากเด็ดขาด (> 250 ที่นั่ง) และหาพรรคร่วมรัฐบาลได้ยากกว่า

พรรคภูมิใจไทย: มีโอกาสเป็น "แกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม" สูงกว่า เนื่องจากมีแนวทางนโยบายสอดคล้องกับพรรคเพื่อไทย (พท.) ซึ่งมีโอกาสจับมือกันได้มากกว่า

 

การตอบรับของตลาดหุ้น


กรณีพรรคประชาชน: ตลาดจะบวกแบบระมัดระวังในช่วงแรกจากธีมปฏิรูป แต่จะตามมาด้วย ความผันผวนสูง นักลงทุนจะกังวลเรื่องวินัยการคลัง และความเสี่ยงจากการเผชิญหน้ากับโครงสร้างเดิม/สถาบันเดิม รวมถึงประเด็นทางกฎหมายของสมาชิกพรรค

กรณีพรรคภูมิใจไทย: ตลาดจะตอบรับใน เชิงบวกอย่างมาก จากความต่อเนื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค

กลุ่มที่เสียประโยชน์: ธนาคาร, โทรคมนาคม, กลุ่มส่งออก

กลุ่มที่ได้ประโยชน์: อุปโภคบริโภค, ค้าปลีก, การแพทย์, นิคมฯ, ท่องเที่ยว และหุ้น Laggard

หุ้นเด่น (Top Picks): BDMS, MRDIYT, CPN, ERW, GULF, MOSHI, MTC, PR9, SPALI, TIDLOR, WHA

 

ประเด็นที่ควรตามต่อ ที่คาดว่าจะกระทบกับกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ

ผลกระทบกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค

เนื่องจากทั้ง 2 พรรค มีนโยบายต่างกัน โดยพรรคประชาชน มีนโยบาย ทลายทุนผูกขาดพลังงาน และการเปิดเสรีให้ประชาชนเลือกผู้ขายไฟได้เอง อาจกดดันส่วนต่างกำไร (Margin) ของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเดิม แต่จะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม Smart Grid หรือผู้ติดตั้ง Solar Rooftop ส่วนพรรคภูมิใจไทย จะเน้นความต่อเนื่องและการผลักดันโซลาร์เซลล์ชุมชน ซึ่งอาจจะหนุนหุ้นใหญ่ ที่มีมีสายสัมพันธ์ที่ดีและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโครงการรัฐ

ผลกระทบกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรม

พรรคภูมิใจไทย มีโครงการ Landbridge และ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ส่วนพรรคประชาชน อาจมีการทบทวนโครงการขนาดใหญ่เพื่อความโปร่งใส ซึ่งอาจทำให้โครงการล่าช้าในระยะแรก แต่จะเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเทคโนโลยีแทน

ผลกระทบกลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภค

พรรคภูมิใจไทย เน้นการอัดฉีดเงินผ่าน คนละครึ่ง พลัส และการเพิ่มรายได้ อสม. ซึ่งจะส่งผลบวกทันทีต่อกลุ่มค้าปลีก เพราะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อระดับรากหญ้า ส่วนพรรคประชาชน เน้นการลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน (เช่น ค่าโดยสาร 8-45 บาท) และสวัสดิการเด็ก/ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้สุทธิในกระเป๋าแบบระยะยาว หุ้นกลุ่มที่เน้นสินค้าจำเป็นและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับสวัสดิการจะได้ประโยชน์แบบค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนนโยบายเกี่ยวกับตลาดทุน

ทางพรรคประชาชนเน้นการใช้ AI ตรวจสอบการทุจริตในตลาดหุ้นและการปฏิรูปกฎหมาย ก.ล.ต. เพื่อดึงความเชื่อมั่นต่างชาติกลับมา หากทำสำเร็จจะส่งผลบวกต่อภาพรวมของดัชนี (SET Index) ในเชิง Valuation ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวคิด TISA (บัญชีออมหุ้นรูปแบบใหม่) ที่ยกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุน (Capital Gain Tax) เพื่อจูงใจคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่ม "สภาพคล่อง" (Liquidity) ให้กับตลาดหุ้นไทยที่ปัจจุบันค่อนข้างซบเซา

 

 

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

สุรเมธี มณีสุโข

สุรเมธี มณีสุโข

บรรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย