สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569

รูป สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -26 ม.ค. 69 8:33: น.

 

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 61.07 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.71 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์

 

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 65.88 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.82 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค. โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สัญญาน้ำมันดิบทั้ง 2 สัญญา ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 2.5%

 

ราคาน้ำมันปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน ด้วยการประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อเรือที่ใช้ขนส่งน้ำมันของอิหร่าน พร้อมระบุว่ากองเรือรบสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าไปยังตะวันออกกลาง

 

*** ราคาทองคำพุ่งยังร้อนแรงต่อเนื่อง ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เช้าวันนี้ ท่ามกลางความต้องการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยหลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้น

 

ณ เวลา 8.00 น. ตามเวลาไทย ราคาทองคำสปอต เพิ่มขึ้น 1.10% มาอยู่ที่ 5,041.93 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนก.พ. ปรับขึ้น 1.37% สู่ระดับ 5,047.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ราคาทองคำพุ่งขึ้นถึง 64% ในปี 2025 หลังได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง การผ่อนคลายนโยบายการเงินของสหรัฐฯ การเข้าซื้อทองคำในปริมาณสูงของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งรวมถึงจีนที่ขยายการซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 รวมถึงกระแสเงินไหลเข้าในกองทุน ETF ทองคำในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นับตั้งแต่ต้นปีนี้ ราคาทองคำปรับขึ้นแล้วมากกว่า 16%

 

*** สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีของแคนาดา ดำเนินนโยบายสวนทางกับจุดยืนที่ผ่านมา หลังบรรลุข้อตกลงกับจีนเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าบางประการ ซึ่งยิ่งตอกย้ำท่าทีคุกคามด้านภาษีล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อแคนาดา โดยเบสเซนต์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน แคนาดาได้เข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในการกำหนดภาษีเหล็กในอัตราสูงต่อจีน เนื่องจากมองว่าจีนทุ่มตลาด เช่นเดียวกับยุโรปที่ดำเนินการในทิศทางเดียวกัน และดูเหมือนว่าคาร์นีย์อาจได้เปลี่ยนจุดยืนไปแล้ว

 

แคนาดาตกลงลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจำนวน 49,000 คัน เหลืออัตรา 6% จากเดิมที่มีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มพิเศษ 100% ภายใต้ข้อตกลงวงกว้างที่มีเป้าหมายฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน โดยคาร์นีย์ระบุว่า เขาคาดว่าจีนจะปรับลดภาษีต่อเมล็ดเรพซีดของแคนาดา หลังการพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

 

*** การข่มขู่ขึ้นภาษีรอบใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณถึงการยกระดับความตึงเครียดตั้งแต่ระยะแรกในเกมการเมืองทางการค้า ที่คาดว่าจะยืดเยื้อหลายเดือน ระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ก่อนที่ทั้ง 3 ประเทศจะเริ่มกระบวนการทบทวนความตกลงการค้าร่วมกันในปีนี้ โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ วิจารณ์นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา จากการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน โดยระบุว่าคาร์นีย์จะคิดผิดอย่างร้ายแรง หากเชื่อว่าสหรัฐฯ จะยอมให้แคนาดากลายเป็นจุดพักสินค้าสำหรับสินค้าจีน พร้อมขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีในอัตรา 100% ต่อแคนาดา หากบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน

 

*** นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา กล่าวว่า แคนาดายังคงเคารพพันธกรณีและข้อตกลงภายใต้ความตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งกำหนดไม่ให้ประเทศสมาชิกดำเนินการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจที่อิงกับกลไกตลาด โดยคาร์นีย์ชี้แจงเพื่อตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีในอัตรา 100% ต่อแคนาดา หากแคนาดาบรรลุข้อตกลงการค้ากับจีน โดยยืนยันว่า รัฐบาลแคนาดาไม่มีเจตนาที่จะทำข้อตกลงลักษณะดังกล่าวกับจีน หรือกับประเทศที่ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอื่นใด

 

คาร์นีย์กล่าวว่า สิ่งที่แคนาดาดำเนินการร่วมกับจีนเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาบางประการที่สะสมมาตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเท่านั้น ไม่ใช่การเดินหน้าความตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่

 

 

*** ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ส่งสัญญาณเตือนรอบใหม่ถึงตลาดการเงิน ท่ามกลางค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น โดยย้ำว่ารัฐบาลพร้อมดำเนินการหากจำเป็น โดยกล่าวว่า แม้ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะไม่เหมาะสมที่จะแสดงความคิดเห็นในประเด็นซึ่งควรถูกกำหนดโดยกลไกตลาด แต่รัฐบาลจะใช้ทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อรับมือกับความเคลื่อนไหวที่มีลักษณะเก็งกำไรและผิดปกติอย่างรุนแรง

 

อย่างไรก็ตาม นายกฯ ญี่ปุ่นไม่ได้ระบุชัดเจนว่าคำกล่าวดังกล่าว หมายถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นหรือค่าเงินเยนโดยตรง ท่ามกลางคำเตือนของเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายรายที่เตือนเกี่ยวกับทั้ง 2 ตลาดอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา

 

*** เงินเยนแข็งค่าขึ้นในวันจันทร์ หลังนักลงทุนเริ่มต้นสัปดาห์อย่างระมัดระวังมากขึ้น ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าทางการญี่ปุ่น อาจเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ภายหลังค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดยเงินเยนแข็งค่าขึ้นเกือบ 1% ไปแตะระดับ 154.22 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงหนึ่งของการซื้อขาย ก่อนอ่อนตัวกลับมาอยู่ที่ 155.35 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ เวลา 09.07 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงโตเกียว หลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ออกมาเตือนตลาดและมีสัญญาณเมื่อวันศุกร์ว่าสหรัฐฯ อาจเข้าร่วมกับญี่ปุ่นในการปกป้องค่าเงินเยน

 

ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวลดลง โดยดัชนี Nikkei 225 ร่วงลง 1.9% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนแรงซื้อในสินทรัพย์ปลอดภัย

 

*** สิงคโปร์ มีแนวโน้มคงนโยบายการเงินไว้ไม่เปลี่ยนแปลง โดยมุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งต่อการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อ ถูกมองว่ายังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ซึ่งจากการสำรวจนักวิเคราะห์ 16 รายโดยรอยเตอร์ส พบว่า 15 รายคาดว่า ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore - MAS) จะยังไม่ปรับเปลี่ยนนโยบายในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ MAS คงท่าทีเดิมในเดือน ก.ค. และ ต.ค. ปีที่แล้ว ภายหลังการผ่อนคลายนโยบายในเดือน ม.ค. และ เม.ย. โดยเศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัว 4.8% ในปี 2025 สูงกว่าที่รัฐบาลประเมินไว้เมื่อเดือน พ.ย. ที่ราว 4.0% และสูงกว่าประมาณการก่อนหน้านี้ซึ่งอยู่ในช่วง 1.5% ถึง 2.5%

 

*** ค่าเงินริงกิตของมาเลเซีย แข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 7 ปี จากแรงหนุนของมุมมองเชิงบวกต่อบทบาทของประเทศในห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเงินริงกิตแข็งค่าขึ้นสูงสุดถึง 0.8% มาอยู่ที่ระดับ 3.9750 ริงกิตต่อดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายวันจันทร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2018 ขณะที่ Gama Asset Management SA คาดว่า ค่าเงินริงกิตมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อไปสู่ระดับ 3.9 ริงกิตต่อดอลลาร์สหรัฐภายในไตรมาสนี้

 

*** BYD ตั้งเป้าเพิ่มยอดส่งมอบรถยนต์ในตลาดนอกประเทศจีนเกือบ 25% ท่ามกลางแรงกดดันในตลาดภายในประเทศ โดยหลี่ หยุนเฟย ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายแบรนด์และประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์นอกประเทศจีนจำนวน 1.3 ล้านคันในปี 2026 เพิ่มขึ้นจากยอดส่งมอบในต่างประเทศ 1.05 ล้านคันในปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตอย่างรวดเร็วของยอดขายในต่างประเทศจะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนรายนี้แซงหน้า Tesla ขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกเมื่อปีที่แล้ว แต่ความต้องการในตลาดจีนเริ่มเผชิญแรงกดดัน หลังรัฐบาลจีนปรับลดมาตรการจูงใจบางส่วนที่สนับสนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกันการแข่งขันภายในประเทศก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

*** Samsung Electronics เตรียมเริ่มการผลิตชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่นถัดไป หรือ HBM4 ในเดือนก.พ. และจะเริ่มจัดส่งให้กับ Nvidia ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ Korea Economic Daily ของเกาหลีใต้ รายงานว่า Samsung ดำเนินการทดสอบคุณสมบัติชิป HBM4 ทั้งของ Nvidia และ AMD เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย และจะเริ่มจัดส่งชิปให้กับทั้ง 2 บริษัทตั้งแต่เดือนหน้า

 

*** อินเดีย มีแผนปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป (EU) ลงเหลือ 40% จากเดิมที่สูงถึง 110% นับเป็นการเปิดตลาดรถยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ขณะที่ทั้ง 2 ฝ่ายใกล้บรรลุความตกลงการค้าเสรี ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดภายในวันอังคารนี้ โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เห็นชอบให้ปรับลดภาษีทันที สำหรับรถยนต์จำนวนหนึ่งจากกลุ่มประเทศสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศ โดยกำหนดให้เป็นรถที่มีราคานำเข้าสูงกว่า 15,000 ยูโร (ประมาณ 17,739 ดอลลาร์สหรัฐ) นอกจากนี้ ภาษีนำเข้าดังกล่าวจะถูกปรับลดลงเพิ่มเติมเหลือ 10% ในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายการเข้าถึงตลาดอินเดียของผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป อาทิ

Volkswagen, Mercedes-Benz และ BMW

 

*** อัตราการเกิดใหม่ของจีน ที่ลดลงอย่างรุนแรงอาจไม่กระทบผู้ส่งออกนมผงจากต่างประเทศมากอย่างที่ตลาดกังวล แม้หุ้นบริษัทอย่าง Nestle, Danone และโดยเฉพาะ a2 Milk จากนิวซีแลนด์จะร่วงแรงหลังจีนเผยจำนวนเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า แบรนด์พรีเมียมจากต่างประเทศยังมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและตั้งราคาสูงได้ เนื่องจากผู้บริโภคจีนยังเชื่อมั่นคุณภาพสินค้า หลังเหตุอื้อฉาวการปนเปื้อนสารเมลามีนในอดีต โดยการนำเข้านมผงจากนิวซีแลนด์ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้อัตราการเกิดจะลดลง

 

a2 Milk ยังคงพึ่งพาตลาดจีนอย่างมาก และผู้บริหารย้ำว่าตลาดนมผงสำหรับทารกในจีนยังเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของบริษัทในระยะต่อไป

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju