สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569

รูป สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -9 ม.ค. 69 8:22: น.

 

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 57.76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.77 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.2%

 

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 61.99 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.03 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.4%

 

ราคาน้ำมันพุ่งกว่า 3% ในวันพฤหัสบดี หลังปรับลดลง 2 วันติดต่อกัน โดยปิดที่ระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ท่ามกลางการประเมินความคืบหน้าของนักลงทุนต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลา และความกังวลต่ออุปทานน้ำมันจากรัสเซีย อิรัก และอิหร่าน

 

*** วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติที่ถือเป็นการตำหนิประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการลงคะแนเพื่อเดินหน้าร่างกฎหมายคัดค้านการดำเนินการทางทหารเพิ่มเติมต่อเวเนซุเอลา สะท้อนแรงต้านทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ต่อการแทรกแซงจากต่างประเทศ และความกังวลที่เพิ่มขึ้นในหมู่สมาชิกพรรครีพับลิกัน เกี่ยวกับภาระผูกพันระยะยาวของสหรัฐฯ ในต่างแดน

 

สมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกัน 5 คน ร่วมลงคะแนนกับพรรคเดโมแครตทั้งหมดในขั้นตอนเชิงกระบวนการ เพื่อจำกัดอำนาจของประธานาธิบดีทรัมป์ หลังวุฒิสมาชิกจากทั้ง 2 พรรคออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำเนียบขาวขาดการปรึกษาหารือกับสภาคองเกรส ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ จะสั่งการให้กองทัพเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา และภริยา

 

*** ผู้บริหารอุตสาหกรรมน้ำมันเกือบ 20 ราย รวมถึงแฮโรลด์ แฮมม์ นักบุกเบิกธุรกิจพลังงานมากประสบการณ์ มีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์นี้ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้าผลักดันให้ภาคเอกชน เข้ามามีบทบาทฟื้นฟูภาคพลังงานของเวเนซุเอลาที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมถือเป็นกลุ่มตัวจริงของอุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐฯ มีตัวแทนจาก Chevron Corp., Exxon Mobil Corp., ConocoPhillips และบริษัทอื่น ๆ ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการฟื้นการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งร่วงลงอย่างรุนแรงจากการขาดการบำรุงรักษา การลงทุนที่หดหาย และการถอนตัวของบริษัทต่างชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

*** ผู้บริหารบริษัท นายหน้าศุลกากร และทนายความด้านการค้าระหว่างประเทศ ต่างเตรียมรับมือกับคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลกครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดข้อพิพาทครั้งใหญ่ ในการเรียกร้องเงินคืนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งอาจมีมูลค่าสูงถึงราว 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับภาษีที่ผู้นำเข้าได้ชำระไปแล้ว หากทรัมป์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้คดี

 

ขณะเดียวกัน บริษัทจำนวนหนึ่งประเมินว่า แม้ศาลจะตัดสินให้มาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นโมฆะ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์อาจไม่เอื้อให้กระบวนการขอคืนภาษีของภาคธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น

 

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า งบประมาณด้านการทหารของสหรัฐฯ สำหรับปี 2027 ควรเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่างบประมาณ 9.01 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่สภาคองเกรสอนุมัติสำหรับปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มกลาโหมปรับตัวขึ้น ขณะเดียวกันก็จุดกระแสความกังวลในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณและการคลัง

 

อย่างไรก็ดี การเพิ่มงบประมาณกลาโหมในระดับดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ แม้พรรครีพับลิกันของทรัมป์จะครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และที่ผ่านมาแทบไม่แสดงท่าทีคัดค้านแผนการใช้จ่ายของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ตาม

 

นักวิเคราะห์จาก Moody’s ระบุว่า ข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเพิ่มงบประมาณกลาโหมของสหรัฐฯ สำหรับปี 2027 มีแนวโน้มสูงที่จะไม่สามารถชดเชยได้ด้วยการลดรายจ่ายหรือการเพิ่มรายได้ และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาวะขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว

 

 

*** จีนมีแผนอนุมัติการนำเข้าชิป H200 ของ Nvidia บางส่วนได้เร็วที่สุดภายในไตรมาสนี้ ซึ่งจะช่วยให้ Nvidia กลับมาเข้าถึงตลาดจีนได้อีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่จีนกำลังเตรียมอนุญาตให้บริษัทภายในประเทศ สามารถจัดซื้อชิ้นส่วนดังกล่าวจาก Nvidia เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์บางประเภท อย่างไรก็ตาม ชิป H200 จะห้ามใช้ในภาคทหาร หน่วยงานรัฐที่มีความอ่อนไหว โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการที่รัฐบาลจีน เคยใช้กับผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศรายอื่น เช่น อุปกรณ์ของ Apple และชิปของ Micron Technology

 

*** ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาว คาดการณ์ว่า ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ จะช่วยผลักดันการผลิตภายในประเทศ และลดอิทธิพลการครอบงำตลาดแร่หายากของจีนในที่สุด โดยนาวาร์โรกล่าวว่า จีนกำลังแสดงอำนาจกดดันทั้งในยุโรป อินเดีย และสหรัฐฯ โดยมีท่าทีว่า จีนจะดำเนินการตามที่ต้องการ และหากประเทศใดพยายามขัดขวาง จีนก็พร้อมจะตัดการเข้าถึงแร่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์

 

อีกทั้งระบุว่า จีนเชื่อว่าตนเองมีอำนาจผูกขาดในตลาดแร่หายาก แต่สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องของเวลา ก่อนที่ความได้เปรียบนี้จะถูกทำลายลง พร้อมย้ำว่านวัตกรรมของสหรัฐฯ จะสามารถลบล้างอย่างรวดเร็วต่อการนำทรัพยากรเหล่านี้มาใช้เป็นเครื่องมือกดดันของจีน

 

*** ภาวะขาดดุลงบประมาณของอินโดนีเซียแตะระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 2 ทศวรรษ นอกเหนือจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเข้าใกล้เพดานตามกฎหมายที่ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีแรกที่ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต บริหารประเทศเต็มปี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า การขาดดุลงบประมาณในปี 2025 อยู่ที่ 695.1 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 4.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 2.92% ของ GDP สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 2.53% และสูงกว่าเป้าหมายที่ปรับใหม่ที่ระดับ 2.78%

 

*** เกลนคอร์ (Glencore) และริโอ ทินโต (Rio Tinto) เปิดเผยว่า ทั้ง 2 บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเบื้องต้นเกี่ยวกับการเข้าซื้อกิจการ ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อตั้งบริษัทเหมืองแร่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมเกือบ 2.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้ประกอบการเหมืองแร่รายใหญ่ทั่วโลก กำลังเร่งขยายขนาดธุรกิจในโลหะสำคัญอย่างทองแดง ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก ซึ่งกระแสดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการขยายโครงการและความพยายามเข้าซื้อกิจการในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

 

*** เจเนอรัล มอเตอร์ส (GM) ระบุว่า บริษัทจะบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษ มูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยกเลิกและปรับลดการลงทุนบางส่วนในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายล่าสุด ที่ถอนตัวจากแผน EV ท่ามกลางนโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และความต้องการของตลาดที่ชะลอตัวลง โดย GM ระบุว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจากการลดแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และผลกระทบที่ตามมาต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังจากฟอร์ด มอเตอร์ ประกาศบันทึกค่าใช้จ่ายลักษณะเดียวกัน

 

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ตัวแทนของรัฐบาลเข้าซื้อพันธบัตรสินเชื่อที่อยู่อาศัย (mortgage bonds) มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านที่อยู่อาศัย โดยทรัมป์ระบุว่า เขาได้สั่งการให้ตัวแทนของรัฐบาลเข้าซื้อพันธบัตรสินเชื่อที่อยู่อาศัยมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังเชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ปรับลดลง ลดภาระค่างวดรายเดือน และทำให้การเป็นเจ้าของบ้าน มีความสามารถในการเข้าถึงมากขึ้น

 

*** รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาการลงทุนในโครงการเหมืองแร่สำคัญในกรีนแลนด์ของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ก่อนการเจรจาสำคัญระหว่างสหรัฐฯกับเจ้าหน้าที่เดนมาร์กเกี่ยวกับอนาคตของเกาะกรีนแลนด์ โดยโครงการดังกล่าว ดำเนินการโดยบริษัทเหมืองแร่ Amaroq ซึ่งทำธุรกิจอยู่ทางตอนใต้ของกรีนแลนด์ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสกัดหรือสำรวจแหล่งแร่สำคัญหลายชนิด อาทิ ทองคำ ทองแดง เจอร์เมเนียม และแกลเลียม

 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amaroq กล่าวว่า การหารือกับหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ เกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนที่เป็นไปได้ยังคงดำเนินอยู่ และยังไม่ได้ข้อสรุปขั้นสุดท้าย ซึ่งรูปแบบของข้อตกลงอาจรวมถึงสัญญารับซื้อผลผลิตล่วงหน้า การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดหาแหล่งเงินกู้ แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ สนใจโครงการใดเป็นการเฉพาะ

 

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีอย่างเปิดเผยอีกครั้ง ถึงความต้องการให้สหรัฐฯ เข้าควบคุมกรีนแลนด์ โดยรัฐบาลทรัมป์ระบุว่า กำลังพิจารณาทางเลือกหลายแนวทางในการได้มาซึ่งดินแดนปกครองตนเองภายใต้เดนมาร์กแห่งนี้ ตั้งแต่การใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ ไปจนถึงการซื้อกิจการโดยตรง อย่างไรก็ตาม เดนมาร์กและพันธมิตรยุโรป ในองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหารที่สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ได้ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ และยังไม่ได้ระบุว่าเขามองว่าราคาที่เหมาะสมสำหรับกรีนแลนด์ควรอยู่ที่ระดับใด

 

*** ราคาทองคำแท่ง เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 4,465 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.4% ตลอดสัปดาห์จนถึงวันพฤหัสบดี โดยเผชิญแรงกดดันด้านลบเล็กน้อย หลังตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 ม.ค. ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อย ขณะที่ดัชนี Bloomberg Dollar Spot ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว 0.5% ตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ทองคำมีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ซื้อในสกุลเงินอื่น

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju