จับตาประชุมเฟดนัดแรกปีนี้ คาด “No Surprise” แต่เต็มไปด้วยความท้าทาย

efinAI
แม้การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ หลายฝ่ายจะให้น้ำหนักไปทางเดียวกันว่า “ไม่น่าจะมีเซอร์ไพรส์” ในแง่การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย แต่สิ่งที่ตลาดสนใจมากกว่าคือ เฟดจะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเมื่อใด และจะลดอีกกี่ครั้งในปีนี้ ขณะที่การประชุมรอบนี้ยังถูกจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสุนทรพจน์ของ “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ท่ามกลางแรงกดดัน จากทั้งนโยบายเศรษฐกิจและจากฝ่ายการเมืองที่กดดันให้ลดดอกเบี้ย รวมถึงการออกมาคุกคามความเป็นอิสระของธนาคารกลางเป็นระยะ ๆ
โดยภาพรวม นักวิเคราะห์และตลาดการเงินมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การประชุม FOMC ในรอบนี้ แทบไม่มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม จากเดิมที่เคยประเมินว่าอาจลดดอกเบี้ยได้ค่อนข้างเร็ว และอาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยนานกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ สะท้อนผ่านการประเมินของตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งคาดว่าเฟดจะรออย่างน้อยจนถึงกลางปี
แนวโน้มดอกเบี้ยปีนี้
ล่าสุด เครื่องมือ Fed Rate Monitor Tool (อ้างอิงจาก Investing ณ วันที่ 28 ม.ค.) สรุปคาดการณ์แนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ดังนี้
การประชุมเดือนม.ค.
- คงอัตราดอกเบี้ย: ตลาดให้น้ำหนักคาดการณ์ 96.6% ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75%
- ลดอัตราดอกเบี้ย: มีโอกาสเพียงเล็กน้อยประมาณ 3.4% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.25% – 3.50%
แนวโน้มการประชุมครั้งถัดไป
ตลาดมองว่าเฟดมีแนวโน้มจะรักษาระดับดอกเบี้ยคงที่ในช่วงต้นปี และอาจเริ่มมีการปรับลดแบบค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
- มี.ค. 2026: โอกาสคงดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณ 88%
- เม.ย. 2026: โอกาสคงดอกเบี้ยลดลงมาอยู่ที่ราว 72.9% เริ่มมีมุมมองปรับลดดอกเบี้ยมากขึ้น (ประมาณ 24.8%)
- มิ.ย. 2026: เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตลาดเริ่มเสียงแตก โดยโอกาสคงดอกเบี้ย ลดลงมาอยู่ที่ 38.6% ขณะที่โอกาสลดดอกเบี้ย ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 47.4%
ภาพรวมปลายปี
ตลาดคาดการณ์ว่า ในช่วงสิ้นปี 2026 มีโอกาส 33% ที่ดอกเบี้ยจะลงไปอยู่ที่ระดับ 3.00 – 3.25% และมีโอกาส 29.5% ที่จะลงไปแตะ 3.25 – 3.50% ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า

มุมมองนักวิเคราะห์-สถาบันการเงิน
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตลาดจะคาดการณ์ถึงการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่สถาบันการเงินใหญ่อย่าง J.P. Morgan กลับให้มุมมองที่สวนทางอย่างสิ้นเชิง โดยประเมินว่า เฟดอาจตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยยาวตลอดทั้งปี 2026 และอาจพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2027 เนื่องจากแรงกดดันในตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่งและเงินเฟ้อที่ยังไม่นิ่งพอที่จะลงสู่เป้าหมาย 2%
ขณะที่ Esther George อดีตประธานเฟด สาขา Kansas City ระบุว่า การที่เฟดยังคงดอกเบี้ยในปัจจุบันคือการส่งสัญญาณว่านโยบายอยู่ในจุดที่เหมาะสมแล้ว (Policy is in a good place) และเฟดจะยังไม่ตั้งธงลดดอกเบี้ยจนกว่าจะมั่นใจในข้อมูลเศรษฐกิจชุดใหม่
สัญญาณสะท้อนจากตลาดพันธบัตร
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อธิบายได้ว่าทำไมเฟดยังมีท่าทีระมัดระวังคือ ปฏิกิริยาของตลาดพันธบัตร ซึ่งมักสะท้อนมุมมองของนักลงทุนระยะยาวต่อทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินได้ชัดเจนกว่าตลาดหุ้น
การที่นักลงทุนบางส่วนเพิ่มการถือครองพันธบัตรอายุยาว หรือเพิ่ม Duration ยังตีความได้ว่า เป็นการรับความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากตราสารหนี้ระยะยาวมีความอ่อนไหวสูงต่อความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ย หากเฟดยังคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด หรือหากเงินเฟ้อชะลอลงช้ากว่าที่ประเมินไว้ ราคาพันธบัตรกลุ่มนี้อาจเผชิญแรงกดดันมากกว่าพันธบัตรอายุสั้น
ในอีกมุมหนึ่ง การเพิ่ม Duration ยังสะท้อนความเชื่อของนักลงทุนบางส่วนว่า ความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินอาจอยู่ในระดับจำกัด ภายใต้สถานการณ์ที่เฟดเลือกคงดอกเบี้ย เพื่อประเมินข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยตลาดอาจมองว่าการคงดอกเบี้ยในระดับปัจจุบัน อาจสร้างความแน่นอนมากกว่าการเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจกระตุ้นความผันผวนในตลาดอัตราผลตอบแทนระยะยาว

ตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ — ตัวแปรใหญ่ที่เฟดต้องจับตา
ปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ยคือ ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อกับตลาดแรงงาน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีอัตราการว่างงานที่ค่อนข้างต่ำ รายงานล่าสุดระบุว่า อัตราว่างงานปรับลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 4.4% ในเดือนธ.ค. ซึ่งบ่งชี้ถึงตลาดแรงงานที่ยังไม่อ่อนแออย่างที่บางฝ่ายคาดการณ์

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อยังคงยืนอยู่เหนือเป้าหมายของเฟดที่ 2% อยู่มาก ทำให้เฟดต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะการลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟดพยายามหลีกเลี่ยง
นักเศรษฐศาสตร์จาก HSBC ระบุว่า เฟดเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังสูง แต่ไม่มีการเติบโตของค่าจ้างเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างชัดเจน
ความเป็นอิสระของเฟด ท่ามกลางแรงกดดันจากการเมือง-นโยบายการค้า
บรรยากาศการประชุมเฟดรอบนี้ยังปกคลุมด้วยความตึงเครียดทางการเมือง ท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเงินของเฟดอย่างเปิดเผยมากขึ้น โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลสูงสหรัฐฯ ได้เริ่มรับฟังการโต้แย้งด้วยวาจาในคดีที่ถกเถียงถึงอำนาจของประธานาธิบดีในการปลด ลิซา คุก หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด ซึ่งก่อนหน้านั้น กระทรวงยุติธรรมได้เปิดฉากสอบสวนทางอาญาต่อเจอโรม พาวเวลล์ เกี่ยวกับคำให้การต่อวุฒิสภาเรื่องการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ของเฟด
ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาความเป็นไปได้ที่ทรัมป์อาจประกาศชื่อผู้ที่จะได้รับการเสนอให้เป็นประธานเฟดคนใหม่ภายในสัปดาห์นี้ โดยชื่อของ ริก รีเดอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน ฝั่งตราสารหนี้ของ BlackRock ถูกยกให้เป็นตัวเต็ง จากการเดิมพันบนแพลตฟอร์ม Polymarket ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเฟด และมีความเห็นจากบางฝ่ายว่า การแทรกแซงจากภายนอกอาจทำให้ธนาคารกลางยิ่งยึดมั่นในท่าทีระมัดระวัง และไม่เร่งลดอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่เฟดยังคงยืนยันจุดยืนเรื่องความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน โดย ไมเคิล บาร์ หนึ่งในผู้ว่าการเฟด กล่าวว่า การตัดสินใจทั้งหมดของเฟดตั้งอยู่บนเหตุผลทางเศรษฐกิจและพันธกิจตามกฎหมายเท่านั้น ซึ่งก็คือ การรักษาเสถียรภาพราคาและการจ้างงานสูงสุด พร้อมย้ำว่าเฟดจะยังคงโฟกัสที่เป้าหมายดังกล่าวต่อไป แม้แรงกดดันทางการเมืองจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม
การประชุมเฟดในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่เฟดต้องเผชิญในการตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ย ภายใต้ปัจจัยต่าง ๆ ที่กำลังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในด้านเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน โดยแม้การปรับลดดอกเบี้ยอาจจะไม่เกิดขึ้นในทันที แต่การตัดสินใจในอนาคตยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของปี
ที่มา JPMorgan, Yahoo Finance, Reuters, MarketWatch (1) และ (2)










