เทียบฟอร์มเต็งจ๋าประธานเฟด: รีเดอร์ vs. วอร์ช

efinAI
อาจจะไม่เกินสัปดาห์หน้า เราน่าจะไดัทราบกันว่าประธานธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดท่านใหม่ จะเป็น ริก รีเดอร์ หรือ เควิน วอร์ช บทความนี้ จะขอเปรียบเทียบฟอร์มของทั้งคู่ว่า ใครเด่นหรือด้อยกว่าในเรื่องใดบ้างจากมุมมองของผม
แต่ก่อนอื่น ผมขอเกริ่นประวัติโดยย่อของทั้งคู่ เริ่มจากรีเดอร์ จบการศึกษาด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยเพนน์ซิลวาเนีย โดยได้เข้ามาทำงานที่ Blackrock ผ่านการเข้าซื้อกิจการ R3 Capital ซึ่งเป็นเฮดจ์ฟันด์ที่เขาบริหารอยู่ภายใต้การถือหุ้นใหญ่ของ Lehman Brothers ของ Blackrock ในปัจจุบัน รีเดอร์เป็น CIO บริหารพอร์ตตราสารหนี้ขนาด $2.7 ล้านล้าน และเป็นสมาชิกของบอร์ดบริหารของ Blackrock อย่างไรก็ดี รีเดอร์ก็เป็นสมาชิกอยู่ในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านตลาดการเงินให้กับเฟด ซึ่งถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเฟดอยู่ห่างๆ ด้านวอร์ชมาจากสายด้านกฎหมาย ทำงานในวงการเฮดจ์ฟันด์ อย่างไรก็ดี ได้เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการเฟดซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะกรรมการเฟดด้วยราวๆ 4 ปีในยุคของเบน เบอร์นันเก้ หลังวิกฤตซับไพร์มปี 2009
ใครชอบเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่า:
ผมมองว่ารีเดอร์น่าจะออกแนว Dovish มากกว่าวอร์ช โดยเขาประกาศอย่างชัดเจนว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐควรจะอยู่ที่ระดับ 3% ณ จุดนี้ พร้อมกับย้ำผ่านสื่อในช่วงที่ผ่านมาว่าการที่เฟดดำรงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงเกินไป จะทำให้ไปซ้ำเติมปัญหาความไม่เท่าเทียมของรายได้ในสังคมคนอเมริกัน โดยดอกเบี้ยที่สูงไปเพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับผู้กู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจุดนี้ได้รับการตอกย้ำอยู่หลายครั้งจากสภาคองเกรส นอกจากนี้โดนัลด์ ทรัมป์กำลังประสบปัญหาความนิยมตกต่ำจากการที่ค่าครองชีพของชาวสหรัฐสูงขึ้นจนชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำให้รีเดอร์ดูเหมือนจะตอบโจทย์นี้ของทรัมป์มากกว่าวอร์ช นอกจากนี้ รีเดอร์ยังมองว่าระดับผลิตภาพซึ่งเพิ่มขึ้นจาก AI ควรจะมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการกำหนดนโยบายการเงินและการประมาณการทางเศรษฐกิจให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สำหรับวอร์ช แม้ว่าจะย้ำหลายครั้งในช่วงหลังว่าอยากจะผ่อนคลายนโยบายการเงินมากกว่าที่เป็นอยู่ ทว่าหากย้อนไปในช่วงกว่า 10 ปีก่อน จะพบว่าวอร์ชค่อนข้างชอบจะคงดอกเบี้ยให้สูงไว้มากกว่าเพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย
การกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐ:
รีเดอร์ในระยะหลังเริ่มจะแสดงความตั้งใจที่จะใ้ช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ การซื้อพันธบัตรของเฟดในตลาดรองเพื่อทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านหรือ Mortgage ลดลง นอกจากนี้ยังมองไกลไปถึงการใช้มาตรการ Yield Curve Control (YCC) ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นและออสเตรเลียใช้ในอดีต เพื่อที่จะไปกดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในเส้นโค้งอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ นั่นจะไปส่งผลถึงการดึงให้ระดับอัตราดอกเบี้ย Mortgage ลดลงด้วยในที่สุด ถ้าจะให้ผมคาดการณ์ว่าการที่ทรัมป์หันมาให้ความสนใจต่อรีเดอร์ในการเข้ามาเป็นประธานเฟดท่านใหม่ อาจจะเป็นเพราะว่าความเชี่ยวชาญในตลาดพันธบัตรในฐานะ CIO ที่น่าจะสามารถใช้ความเชี่ยวชาญในตลาดมาช่วยลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน
มุมเสถียรภาพของสถาบันการเงิน:
หนึ่งในจุดเด่นที่ผมมองว่าวอร์ชมีเหนือกว่ารีเดอร์ คือความชำนาญด้านการดูแลเสถียรภาพด้านสถาบันการเงิน ซึ่งต้องบอกว่ามีน้อยคนที่จะทำได้ดี โดยหากมองย้อนไปตั้งแต่ แรนดอล ควารัส หรือ ไมเคิล บารร์ จนกระทั่งมิเชล โบว์แมนในปัจจุบัน ผมมองว่ายังทำหน้าที่ดีสู้วอร์ชที่ทำงานด้านนี้ในยุคเบอร์นันเก้ช่วงวิกฤตซับไพร์มไม่ได้ ผมมองว่าจุดเด่นของวอร์ชคือเข้าใจในความสำคัญของเสถียรภาพของสถาบันการเงินและสามารถสื่อสารออกมาในภาษาที่ง่ายและเข้าถึงผู้คนได้ในวงกว้าง รวมถึงเชื่อมโยงกับนโยบายการเงินได้เป็นอย่างดี ในขณะที่รีเดอร์ไม่ได้มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน
ความน่าเชื่อถือของตลาด:
ประเด็นในเชิงไม่บวกนักต่อรีเดอร์ และอาจหมายรวมถึงสก็อตต์ เบสเสนต์ รมว.คลัง และ โฮวาร์ด ลัตนิคส์ รมว. พาณิชย์ คือการที่รีเดอร์เข้ามาสู่ในแวดวงของผู้กำหนดนโยบายอัตราดอกเบี้ยของเฟด แล้วหลังจากครบเทอมส่วนใหญ่ก็จะกลับไปทำงานในตลาดการเงินแม้อาจจะมีช่วงเวลาที่ต้องหยุดการทำงานนี้ตามกฎหมายก็ตาม อันจะทำให้เกิดความได้เปรียบของหน่วยงานที่รีเดอร์สังกัดอยู่ต่อข้อมูลหรืออินไซด์ของเฟดที่ตัวเขาเองเคยได้รับมา ตรงนี้ ทำให้ความน่าเชื่อถือของตลาดต่อตัวไรเดอร์จะมีน้อยกว่าของวอร์ช
Track Record:
หากย้อนไปตั้งแต่ในอดีต มีอยู่เพียงครั้งเดียวที่ประธานาธิบดีสหรัฐเลือกประธานเฟดที่ไม่เคยทำงานสายธนาคารกลางมาก่อน นั่นคือ วิลเลียม มิลเลอร์ โดยจิมมี่ คาร์เตอร์ อดีตผู้นำสหรัฐ เลือกมาดำรงตำแหน่งนี้ ซึ่งก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนักแต่อย่างใด
Final Verdict:
ผมมองว่าจุดที่รีเดอร์ได้เปรียบวอร์ชคือ กลุ่ม MAGA ไม่ชอบพนักงานในหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งในจุดนี้รีเดอร์ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี สำหรับในมุมส่วนตัว ผมว่าวอร์ชจะส่งผลดีต่อตลาดในมุมที่คาดการณ์ movement ของเขาได้ง่ายกว่ารีเดอร์ ทว่ารีเดอร์มีดีที่น่าจะสามารถกดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐให้ลดลงได้ดีกว่าวอร์ชและมีลูกเล่นใหม่ๆ ที่เฟดไม่เคยลองในฐานะ Outsider
หมายเหตุ: หลังการประชุมเฟดในวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา คริส วาลลเลอร์โหวตให้ลดดอกเบี้ย 25 bp ทำให้โอกาสที่จะเป็นประธานเฟดท่านใหม่ยังพอเป็นไปได้ แม้จะเป็นรองรีเดอร์กับวอร์ช










