กูรูตลาดเงิน-ตลาดทุน มองดอกเบี้ยผ่านจุดสูงสุดแล้ว มองแนวโน้มเฟดปรับลดดอกเบี้ยปีนี้ 2-3 ครั้งอาจเริ่มปรับลดดอกเบี้ยเร็วสุดกลางปีนี้ หลังล่าสุดมีมติคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% จากเงินเฟ้อยังสูง แต่ตัวเลขตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ชี้นโยบายการเงินเริ่มมีบทบาทต่อการลงทุนลดลง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด เมื่อคืนนี้ ระบุในแถลงการณ์ว่า ที่ประชุมเฟด กรรมการมีมติ 10 ต่อ 2 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50% - 3.75% หลังแถลงการณ์ดังกล่าว เทรดเดอร์ในตลาดเพิ่มน้ำหนักว่า เฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วสุด ในเดือนมิ.ย.69
ซึ่งการตัดสินใจคงดอกเบี้ยมีสาเหตุจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยระบุว่าตลาดแรงงานแสดงสัญญาณของเสถียรภาพบางส่วน และตัดถ้อยคำในแถลงการณ์ครั้งก่อนที่ระบุว่า ความเสี่ยงด้านลบต่อการจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นออกไป
*** SCB CIO ชูหุ้นธีม AI ยังเด่น ด้านเซมิคอนดักเตอร์ - เทคโนโลยีจีน พลังงานยั่งยืนและเฮลท์แคร์
CB CIO มองนโยบายการเงินมีแนวโน้มส่งผลต่อการลงทุนลดลงในช่วงไตรมาส 1/69 หลังการดำเนินนโยบายเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ โดยคาดว่าธนาคารกลางหลักอย่าง Fed ECB และ BoJ จะยังไม่ปรับอัตราดอกเบี้ยในไตรมาสแรก ทำให้ภาพการลงทุนขึ้นอยู่กับนโยบายการคลังเป็นหลัก โดยคาดว่าตลาดจะมีความผันผวนมากขึ้น จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศรายวัน ส่วนการแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ มีบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกเพิ่มขึ้น แนะนำนักลงทุนวางแผนเพื่อรับมือสถานการณ์ ด้านความขัดแย้งสหรัฐฯ-เวเนซุเอลาส่งผลกระทบจำกัดต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและราคาน้ำมันโลก ในกรณีที่เหตุการณ์ไม่ลุกลาม โดยคงมุมมองบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เน้นการลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในธีม AI และคัดเลือกลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (EM) โดยเฉพาะตลาดที่ได้รับประโยชน์จากการเป็นห่วงโซ่อุปทาน AI รวมถึงแนะนำลงทุนพันธบัตรรัฐบาลหุ้นกู้คุณภาพสูงระยะสั้นของสหรัฐฯ และREITs เพื่อสร้างกระแสเงินสด พร้อมลงทุนทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนกรณีรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง แนะนำลงทุนพอร์ตเสริมด้วยกองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และจีน กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มพลังงานยั่งยืน และกลุ่มเฮลท์แคร์ นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Wealth & Investment Product ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยประเมินว่า ในปี 2569 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของกลุ่มประเทศหลักเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยทิศทางการลดดอกเบี้ยนโยบายได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 2568 ทำให้นโยบายการเงินส่งผลต่อการลงทุนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2568 ทั้งนี้ ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 2 ครั้งในปี 2569 โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.00-3.25% ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2% ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มีโอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.75% ไปอยู่ที่ 1% ภายในปี 2569 โดยตลาดคาดว่า ทั้ง Fed, ECB และ BoJ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งคาดว่านักลงทุนจะให้น้ำหนักกับปัจจัยอื่นมากกว่า โดยเฉพาะนโยบายการคลังและข้อมูลเศรษฐกิจ นโยบายการคลังมีบทบาทต่อทิศทางตลาดมากขึ้น โดยระดับการขาดดุลงบประมาณการคลังต่อ GDP ของแต่ละประเทศ ในช่วงปี 2565-2568 สูงกว่าช่วงก่อน Covid และคาดว่าจะยังเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี 2569-2570 ขณะที่ รัฐบาลจะเผชิญข้อจำกัดด้านการคลังจากระดับหนี้ภาครัฐฯ ต่อ GDP ที่สูง โดยเฉพาะ ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ส่งผลให้ความเสี่ยงของประเทศในระยะยาวสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการถือตราสารหนี้ระยะยาว (Term premium) เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าโดยเฉพาะสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนหนี้ภาครัฐฯ อยู่ในระดับสูง
ดังนั้น เรามองว่าพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว และ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินเยน จะยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ กลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ที่มีข้อจำกัดด้านการก่อหนี้สาธารณะน้อยกว่า เช่น จีน และอินเดีย ยังได้แรงหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่า สำหรับนโยบายการคลังของรัฐบาลประเทศหลักส่วนใหญ่ เน้นการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ควบคู่กับ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการพัฒนา AI และความมั่นคงของประเทศ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ส่วนการใช้จ่ายทางด้านทหารและกลาโหมทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น สะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น สนับสนุนการกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยังทองคำเพิ่มมากขึ้น ตลาดการเงินในปัจจุบันมีความอ่อนไหวต่อข้อมูลเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะ Fed ที่ปรับมาใช้นโยบายแบบตัดสินใจเป็นรายการประชุมมากขึ้น และขาดการส่งสัญญาณล่วงหน้าที่ชัดเจน ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจมีบทบาทมากขึ้นในการคาดการณ์นโยบายการเงินของนักลงทุน และทำให้ราคาสินทรัพย์ผันผวนมากขึ้น รวมถึงปัจจัยด้านสภาพคล่องในตลาดที่ลดลง ภาวะตลาดในปัจจุบันมีความเปราะบางทั้งด้านโครงสร้างและกลไกของตลาด ทำให้การเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่แม้จะมากกว่าตลาดคาดเพียงปานกลาง แต่อาจก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละสินทรัพย์อย่างมาก นอกจากนี้ การแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเพิ่มความไม่แน่นอนให้แก่ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค และส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงิน ทำให้การแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังกลายเป็นปัจจัยถาวร ซึ่งกำหนดบริบทของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก มากกว่าที่จะส่งผลเฉพาะต่อความผันผวนระยะสั้น ดังนั้น กรอบการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนจำเป็นต้องยกระดับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ขึ้นมาเป็นสมมติฐานหลักในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ และการจัดพอร์ต แทนการมองว่าเป็นเพียง tail risk ดังเช่นในอดีต อย่างไรก็ดี คาดว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ - เวเนซุเอลา จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และราคาน้ำมันโลกจำกัด แนะนำติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเวเนซุเอลาที่อาจเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาดโลกได้ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อโลกในระยะยาว ทั้งนี้ SCB CIO ยังคงมุมมองบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยให้เน้นการลงทุน ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ภายใต้ธีม AI และคัดเลือกลงทุนในตลาด EM ในกรณีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ลุกลาม ในส่วนของ ธีม AI ในปี 2569 กำลังเปลี่ยนจากการเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปสู่ช่วงที่จะเกิดผลลัพธ์จริงบนผลประกอบการของบริษัท ทั้งด้านการเติบโตของรายได้และการลดต้นทุน เนื่องจากการประมวลผลของ AI เปลี่ยนจากการฝึก (training) ไปสู่การใช้งานจริง (Inference) มากขึ้น โดยบริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI ชั้นนำ เริ่มรายงานรายได้เพิ่มมากขึ้น สะท้อนว่า AI สามารถนำไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจมากขึ้น ซึ่งทำให้ ผู้ชนะด้าน AI ในกลุ่มเทคโนโลยี มีแนวโน้มที่จะเป็นบริษัทที่อยู่ตำแหน่งสำคัญใน AI value chain ได้แก่ 1) กลุ่มระบบฐานรากและการประมวลผล เช่น กลุ่มหน่วยความจำ (HBM) กลุ่มดูแลระบบพลังงานและระบายความร้อน และโครงข่ายไฟฟ้า
2) กลุ่มระบบปฏิบัติการและกระบวนการทำงานอัจฉริยะ เช่น บริษัทซอฟต์แวร์ที่ฝัง Agentic AI ลงในระบบ
3) ระบบนิเวศข้อมูลและแพลตฟอร์มแบบครบวงจร เช่น บริษัทออกแบบชิปและพัฒนาโมเดล ส่วนกลุ่มบริษัทนอกเทคโนโลยี มีแนวโน้มที่ผู้ชนะจะเป็นบริษัทที่สามารถใช้ AI ลดต้นทุนการดำเนินงานเพื่อเพิ่มอัตราการทำกำไร เช่น กลุ่มการเงิน รวมถึงกลุ่มสาธารณูปโภค ที่ได้รับประโยชน์จากการที่ศูนย์ข้อมูล AI มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
การลงทุนธีม AI ปี 2569 ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกเชิงลึก และการกระจายพอร์ตที่เหมาะสม แนะนำปรับพอร์ตลงทุนจากการเน้นลงทุนหุ้นเทคโนโลยีในฝั่งกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ฝั่งกลุ่มข้อมูล แอปพลิเคชัน และพลังงาน (power) ส่วนบริษัทนอกกลุ่มเทคโนโลยี เน้นคัดเลือกบริษัทที่ใช้ AI เพื่อลดต้นทุน และรักษาอัตราการทำกำไร นอกจากนี้ การที่หุ้นกลุ่ม AI มีความกระจุกตัวมากในตลาดหุ้นสหรัฐฯ นักลงทุนควรหาโอกาสการลงทุนนอกสหรัฐฯ เช่น เกาหลีใต้ ที่เป็นผู้นำด้านชิปหน่วยความจำในห่วงโซ่อุปทาน AI และญี่ปุ่นที่ได้ประโยชน์จากการปฏิรูปธรรมาภิบาลและกำไรเติบโตแข็งแกร่ง รวมถึง ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ทางอ้อมจาก AI เช่น พลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า นอกจากนี้ ควรเสริมพอร์ตด้วยทองคำ เพื่อลดความผันผวนจากปัจจัยมหภาค และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ คำแนะนำการลงทุนบนพอร์ตหลัก (Core Portfolio) SCB CIO แนะนำสร้างกระแสเงินสด โดยทยอยลงทุนระยะยาวในพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้คุณภาพดีระยะสั้นของสหรัฐฯ ควบคู่กับการลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน REITs และ Private Assets เพื่อสร้างกระแสเงินที่สม่ำเสมอ ส่วนการสร้างโอกาสเติบโต ให้เน้นลงทุนในกองทุนรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์หลักจากธีม AI ควบคู่กับสร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ต โดยลงทุนในกองทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่มีกลุ่มบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI และตลาดหุ้นจีน (All-Share) ที่รัฐบาลมีนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและการยกระดับศักยภาพ AI รวมถึง ตลาดหุ้นอินเดีย ที่ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ นอกจากนี้ ควรลงทุนในทองคำ เพื่อลดความผันผวนจากปัจจัยมหภาคด้วย ส่วน พอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง ต้องการลงทุนระยะสั้น แนะนำเน้นลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับธีม AI ได้แก่ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่การลงทุนด้าน AI และ Data Center หนุนการเติบโตของกำไร กลุ่มเทคโนโลยีจีน ที่การลงทุน AI เริ่มสร้างรายได้จริง และทางการจีนมีแผนสนับสนุนการลงทุนภาคเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน ที่ได้อานิสงส์จาก AI เช่นเดียวกับกลุ่มเทคโนโลยี แต่ Valuation ยังต่ำกว่า มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงกว่า และผันผวนน้อยกว่า และกลุ่มเฮลท์แคร์ ที่กำไรยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีแรงสนับสนุนจากงานวิจัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คาดว่าจะมีความคืบหน้าใน 1Q2569 
*** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุเฟดคงดอกเบี้ย ส่งสัญญาณมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) วันที่ 27-28 ม.ค.69 เฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% ส่งสัญญาณมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. 2568 เฟดมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ที่ 10 ต่อ 2 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% ตามที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น โดยระบุว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่งและตลาดแรงงานเริ่มทรงตัว ขณะที่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าจากการส่งสัญญาณของเฟด เฟดมีแนวโน้มหยุดพักการปรับลดดอกเบี้ย และเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงกลางปีเป็นต้นไป เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งแรกของปีมีแนวโน้มยังได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของครัวเรือนรายได้สูง การลงทุนด้าน AI รวมถึงเม็ดเงินคืนภาษีจากมาตรการลดภาษีภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความเสี่ยงจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมที่ยังมีอยู่ ศูนย์วิจัยฯ มองว่า เฟดอาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในช่วงกลางปีเป็นต้นไป เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ขณะที่วาระของเจอโรม พาวเวลล์จะสิ้นสุดลงในเดือนพ.ค. 2569 ซึ่งผู้ว่าการเฟดคนใหม่และโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางสายผ่อนคลายมากขึ้น โดยปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้ของ Rick Rieder ซึ่งถูกมองว่ามีจุดยืนด้านนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (dovish) ในการขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดคนใหม่มากที่สุด *** บล.พาย ระบุ ผลประชุมเฟด ถือว่าเข้มงวดเล็กน้อยแต่ไม่ทำให้ตลาดตกใจ
บล. พาย เปิดเผยว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาที่ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม โดยการประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการประชุมรายไตรมาสจึงไม่ได้มีการเผย Dot Plot รวมไปถึงคาดการณ์เศรษฐกิจ แต่คณะกรรมการมีมติเสียง 10 : 2 (2 เสียงลดดอกเบี้ยและ 10 เสียงคงดอกเบี้ย) มุมมองทางเศรษฐกิจจากเดิมใช้คำว่า Moderate มาเป็น Solid พร้อมกับยังเชื่อมั่นตลาดแรงงานว่าไม่ได้เปราะบางอย่างที่หลายๆนักวิเคราะห์กังวล
ทางประธาน FED ออกมาแถลงว่ายังเน้นจุดยืนคือ Wait & See รอดูข้อมูลทางเศรษฐกิจ ระดับเงินเฟ้อปรับขึ้นแต่เป็นผลจากราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้น พร้อมยืนยันถึงความเป็นอิสระต่อการดำเนินนโยบายจากที่ก่อนหน้ามีแรงกดดันการเมือง หลังจากทราบผลประชุมพบว่า US Yield ทรงตัว CME FED Watch ให้น้าหนักราว 86% ที่ FED จะคงดอกเบี้ยต่อไปในประชุมครั้งหน้า โดยรวมแล้วผลประชุม FED ถือว่าเข้มงวดเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถึงกับทำให้ตลาดตกใจ 
|