ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดกรอบแคบ ดาวโจนส์บวก 12.19 จุด หลังเฟดคงดอกเบี้ยตามคาด

รูป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดกรอบแคบ ดาวโจนส์บวก 12.19 จุด หลังเฟดคงดอกเบี้ยตามคาด

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 ม.ค. 69 7:59: น.

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสานในวันพุธ (28 ม.ค.) โดยดัชนีแนสแดคได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มชิปและบวกขึ้นเล็กน้อย ส่วนดัชนี S&P 500 ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดในวันก่อน หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คงดอกเบี้ยตามคาดที่ระดับ 3.50-3.75% และส่งสัญญาณออกมาเล็กน้อยเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต ขณะที่ปฏิกิริยาตอบรับของนักลงทุนเป็นไปอย่างระมัดระวัง

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,015.60 จุด เพิ่มขึ้น 12.19 จุด หรือ 0.02% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,978.03 จุด ลดลง 0.57 จุด หรือ 0.01% และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,857.45 จุด เพิ่มขึ้น 40.35 จุด หรือ 0.17%

 

เฟดระบุในแถลงการณ์ว่า การตัดสินใจคงดอกเบี้ยมีสาเหตุจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยระบุว่าตลาดแรงงานแสดงสัญญาณของเสถียรภาพบางส่วน และตัดถ้อยคำในแถลงการณ์ครั้งก่อนที่ระบุว่า ความเสี่ยงด้านลบต่อการจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นออกไป

 

ทั้งนี้ กรรมการเฟดมีมติ 10 ต่อ 2 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50%–3.75% หลังแถลงการณ์ดังกล่าว เทรดเดอร์ในตลาดเพิ่มน้ำหนักว่า เฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วสุด ในเดือนมิ.ย.

 

ทางด้านเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ซึ่งถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในการแถลงข่าว ระมัดระวังที่จะไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในอนาคต โดยย้ำว่าเฟดจะยึดข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก อย่างไรก็ดี พาวเวลล์กล่าวว่า ความเสี่ยงเงินเฟ้อขาขึ้นและความเสี่ยงด้านลบต่อการจ้างงานลดลงแล้ว

 

นักวิเคราะห์จาก Rosenblatt Securities ระบุว่า แม้ความเสี่ยงด้านการจ้างงานและเงินเฟ้อลดลง แต่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย ตลาดแรงงานยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากพอที่จะทำให้เฟดต้องตัดสินใจ และเงินเฟ้อก็ยังไม่ได้ลดลงมากพอที่จะเปิดทางให้เฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ยอย่างจริงจัง

 

 

ดัชนี S&P 500 ขึ้นไปทดสอบระดับ 7,000 จุดเป็นครั้งแรกในช่วงต้นการซื้อขาย แต่ไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ได้ ขณะที่หุ้น 11 กลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี พบว่า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเฮลท์แคร์ลดลงมากที่สุด ส่วนกลุ่มที่ปรับขึ้นมากที่สุด ได้แก่ พลังงาน เพิ่มขึ้น 0.7% และเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 0.6%

 

ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มชิป ที่หลายแห่งเพิ่งรายงานผลประกอบการ โดยหุ้น Nvidia ปรับขึ้น 1.6% ตามด้วย Micron ที่พุ่งขึ้น 6% และ Intel ที่ทะยานขึ้น 11% ก่อนหน้านี้ SK Hynix ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายสำคัญของ Nvidia รายงานกำไรไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ ASML มียอดคำสั่งซื้อไตรมาส 4 ทำสถิติใหม่เช่นกัน ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีปรับขึ้นทั้งในยุโรปและเอเชีย

 

หุ้น Texas Instruments ผู้ผลิตชิปแบบเก่า พุ่งขึ้น 9.9% หลังคาดการณ์รายได้และกำไรไตรมาสแรกสูงกว่าที่วอลล์สตรีทประเมินไว้ ขณะที่หุ้น Seagate Technology ปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 19% หลังคาดการณ์รายได้และกำไรไตรมาส 3 สูงกว่าคาด ส่วนหุ้น Western Digital พุ่งขึ้น 10.7%

 

หลังทราบผลการประชุมของเฟด นักลงทุนหันไปจับตาผลประกอบการของกลุ่ม “Magnificent Seven” ที่เพิ่งเริ่มต้นฤดูกาล โดยหุ้น Meta เพิ่มขึ้นเกือบ 4% และหุ้น Tesla บวก 3% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หลังเผยผลประกอบการภายหลังปิดตลาด ขณะที่หุ้น Microsoft ร่วงลงกว่า 3% ส่วนหุ้น IBM พุ่งขึ้น 7% หลังประกาศผลประกอบการ

 

ตลาดจับตาแผนการลงทุนของบริษัทเหล่านี้อย่างใกล้ชิด พร้อมกับตั้งคำถามว่าการใช้จ่ายด้าน AI จะสร้างผลตอบแทนได้จริงหรือไม่ ท่ามกลางมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูงจนเกิดการหมุนเวียนเงินลงทุนไปยังหุ้นที่มูลค่ายังไม่แพง

 

ส่วนหุ้น AT&T บริษัทโทรคมนาคมของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 4.65% หลังคาดการณ์กำไรทั้งปีสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ขณะที่หุ้น Textron ร่วงลง 7.9% หลังบริษัทคาดการณ์กำไรต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมิน ขณะที่หุ้น Otis ปรับลดลงหลังรายได้ไตรมาส 4 ต่ำกว่าคาด

 

ที่มา Reuters

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju