ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผสมผสาน โดยดัชนี S&P 500 และแนสแดคปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับการรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนล่าสุด และการตั้งคำถามว่า การทุ่มงบจำนวนมหาศาลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,071.56 จุด เพิ่มขึ้น 55.96 จุด หรือ 0.11% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,969.01 จุด ลดลง 9.02 จุด หรือ 0.13% และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,685.12 จุด ลดลง 172.33 จุด หรือ 0.72% ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แม้จะปิดตลาดฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดระหว่างวันได้บางส่วน โดยหุ้น Microsoft ร่วงไป 10% ถ่วงดัชนี S&P 500 มากที่สุด เนื่องจากรายได้จากธุรกิจคลาวด์ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ และนำไปสู่ความกังวลว่า การร่วมลงทุนจำนวนมากกับ OpenAI ยังไม่สร้างผลตอบแทนได้รวดเร็วพอ ขณะที่หุ้นซอฟต์แวร์รายอื่นร่วงลงเช่นกัน โดยหุ้น SAP ดิ่งลง 15% หลังบริษัทเผยมุมมองธุรกิจคลาวด์อย่างระมัดระวัง ขณะที่หุ้น ServiceNow ปิดลบ 9.9% หลังรายงานผลประกอบการไม่สดใส จอห์น พราเวน กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ร่วมฝ่ายการลงทุน Paleo Leon ในเมืองพรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซีย์ กล่าวว่า “นักลงทุนผิดหวังกับ Microsoft กังวลอย่างจริงจังว่าการลงทุนด้าน AI อาจไปกัดกินธุรกิจหลักของบริษัทซอฟต์แวร์เอง” นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า นักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงและระมัดระวัง ท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งประเด็นว่าใครจะเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนต่อไป จำนวนครั้งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองเกี่ยวกับท่าทีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านและกรีนแลนด์ รวมถึงความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องชัตดาวน์ หุ้นซอฟต์แวร์ที่ลดลงจากแรงเทขาย ยังรวมถึงหุ้น Salesforce (-6%), หุ้น Oracle (-2.2%) และหุ้น Adobe (-2.6%) และหุ้น Datadog บริษัทด้านความปลอดภัยคลาวด์ (-8.8%) 
เจย์ แฮตฟิลด์ ซีอีโอและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Infrastructure Capital Advisors กล่าวว่า ความกังวลต่อบริษัทซอฟต์แวร์ อาทิ ServiceNow และ Salesforce คือการที่ AI อาจเข้ามาดิสรัปต์โมเดลธุรกิจของบริษัท หาก AI สามารถใช้เพื่อทดแทนบริการบางส่วนของบริษัทได้ ด้านหุ้น Apple แกว่งตัวผันผวนในการซื้อขายช่วงค่ำ โดยเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% หลังบริษัททำรายได้ไตรมาสล่าสุดสูงกว่าคาดจากดีมานด์ในจีนที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ ทิม คุก ซีอีโอ กล่าวว่า ความต้องการ iPhone รุ่นล่าสุดนั้นสูงเหลือเชื่อ ขณะที่หุ้น Tesla ร่วง 3.5% หลังบริษัทเปิดเผยแผนเพิ่มงบลงทุนมากกว่าที่คาดสองเท่า สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลง 1.9% และเป็นกลุ่มที่ร่วงลงมากที่สุดในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ขณะที่กลุ่มสื่อสารปรับขึ้น 2.9% มากที่สุด โดยหุ้น Meta บริษัทแม่ของ Facebook พุ่งขึ้น 10.4% สวนทางหุ้นเมกะแคปตัวอื่น หลังบริษัทเผยแนวโน้มผลประกอบการเชิงบวกและการเพิ่มงบลงทุนปีนี้ถึง 73% นอกจากนี้ หุ้น IBM ยังพุ่งขึ้น 5% หลังผลประกอบการไตรมาส 4 ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงาน เพิ่มขึ้น 1% ตามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ทำระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือน จากความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน หลังรายงานผลประกอบการ หุ้นอื่น ๆ อาทิ Caterpillar เพิ่มขึ้น 3.4% หลังบริษัททำกำไรสูงขึ้น ขณะที่หุ้น Mastercard พุ่ง 4.3% หลังผลกำไรไตรมาส 4 สูงกว่าคาด และประกาศจะเลิกจ้างพนักงานราว 4% ของพนักงานทั่วโลก เพื่อปรับทิศทางการลงทุน ขณะที่หุ้นกลุ่มป้องกันประเทศ Lockheed Martin พุ่งขึ้น 4% หลังบริษัทคาดการณ์กำไรปี 2026 สูงกว่าที่วอลล์สตรีทประเมินไว้ หุ้น Southwest Airlines ทะยาน 18.7% หลังสายการบินคาดการณ์กำไรทั้งปีสูงกว่าคาด และเป็นหุ้นที่ปรับขึ้นแรงที่สุดในดัชนี S&P 500 หุ้นกลุ่มเหมืองแร่แรร์เอิร์ธปรับตัวลดลง หลังมีรายงานว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะลดการผลักดันนโยบายการกำหนดราคาขั้นต่ำแร่ธาตุสำคัญ ส่งผลให้หุ้น USA Rare Earth, หุ้น MP Materials, หุ้น Critical Metals และหุ้น United States Antimony ปิดแดนลบ ที่มา Reuters 
|