'อินโนเวสท์ เอกซ์' มองหุ้นไทยปีนี้ 1,350 - 1,400 จุด ด้าน EPS โต 8-9% มองไตรมาสแรกบวกรับเลือกตั้ง ชู 9 หุ้นเด็ด พร้อมกระจายหุ้นโลกนอกสหรัฐฯ ขนาดเล็ก ควบคู่กลุ่มรับประโยชน์ AI เสริมตราสารหนี้ - ทองคำ นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า การลงทุนในปี 2569 ประเมินกรอบเป้าหมาย SET Index ที่ระดับ 1,350 -1,400 จุด โดยตลาดมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ ในไตรมาสแรกจากแรงหนุนการเลือกตั้งและนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเด่น ได้แก่ กลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้ภายในประเทศสูงและเป็นกลุ่มเชิงรับ เช่น กลุ่มการแพทย์ กลุ่มพาณิชย์ และกลุ่มสื่อสาร "มองภาพรวมประเด็นการกีดกันการค้า จำกัดการส่งออก โดยเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเจอสภาวะยุบสภา ส่งผลให้การดำเนินงานการคลังทำ การเบิกจ่าย ทำได้ยาก แต่ในปีนี้เลือกตั้ง หากราบรื่น และเห็นนโยบายการบริหารที่ชัดเจนจะช่วยหนุนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังสดใสมากกว่าครึ่งปีแรก" นายสุทธิชัยกล่าว
โดยการลงทุนในปี 2569 ต้องคัดสรรและกระจายตัวมากขึ้น จากความเสี่ยงการลงทุนที่เกิดจาก Valuation สูงขึ้นมากในหลายตลาด อาจนำไปสู่การปรับตัวลดลงหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน สงครามการค้าที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้นจากบุคลิกของ ประธานาธิบดีทรัมป์ที่คาดเดาได้ยาก ทำให้ตลาดการเงินผันผวน เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาหนี้สูง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจีน-ญี่ปุ่นในประเด็นไต้หวัน ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รวมถึงความขัดแย้งของสหรัฐฯ กับจีน และชาติยุโรปที่เคยเป็นพันธมิตรมายาวนาน
ทั้งนี้ตลาดการเงินโลกยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดี จากเศรษฐกิจที่ชะลอแต่ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย นโยบายการเงินโลกส่วนใหญ่ยังผ่อนคลาย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม ความผันผวนอาจจะเพิ่มมากขึ้น จากความเสี่ยงทั้งด้านนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศของสหรัฐฯ รวมถึง Valuation ที่ตึงตัวยิ่งขึ้น ทำให้การลงทุนในปีนี้ต้องอาศัยการเลือกสรรอย่างรอบคอบและมีวินัย

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มเป็นลักษณะ Year of Two Halves โดยชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรกจากผลของสงครามการค้าและความล่าช้าของนโยบาย ก่อนฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ขณะเดียวกัน การรวมกลุ่มของประเทศฝั่ง Global South โดยเฉพาะกลุ่ม BRIC จะมีบทบาทมากขึ้น ท่ามกลางการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลาย รวมถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจากโอกาสเกิดลานีญา (La Niña) ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลก
สำหรับเศรษฐกิจไทย ยังคงเผชิญความท้าทายจากการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง และการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.4% ลดลงจากปีก่อน อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐและการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
ในส่วนของการเลือกตั้ง จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ โดยหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ราบรื่นและคณะรัฐมนตรีใหม่สามารถอนุมัติผ่านงบประมาณปี 2570 ภายในไตรมาส 2 ก่อนจะนำเข้าสู่สภาฯ จะทำให้การบังคับใช้งบประมาณปี 2570 ไม่ล่าช้ามากนัก ขณะที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่าง ๆ หากทำได้จริงอาจทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นจากกรณีฐานประมาณ 0.12-0.50% (Percentage point)
นายรัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Head of Trading Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในปี 2569 ควรเน้นความสมดุลระหว่างการอยู่ในตลาดและการคัดเลือกความเสี่ยงอย่างมีวินัย ภายใต้แนวคิด Stay Invested, Stay Selective โดยหุ้นโลก (Global Equity) ยังคงเป็นแกนหลักของพอร์ต เน้นกระจายการลงทุนไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ ที่ Valuation ยังเหมาะสม พร้อมให้น้ำหนักกับธีม AI, Digital Transformation และหุ้นขนาดกลาง - เล็กที่กำไรเริ่มฟื้นตัว
นักลงทุนสามารถลงทุนตามกลยุทธ์ดังกล่าวได้ผ่านกองทุนที่สะท้อนธีมการลงทุน เช่น SCBRS2000(A), KFCHINA-T10PLUS-A และ K-INDX รวมถึงทางเลือกอย่าง DR23 ของ InnovestX ที่ช่วยให้เข้าถึง ETF หรือหุ้นต่างประเทศรายตัวผ่านตลาดหุ้นไทย อาทิ หุ้นจีน CHNXT5023, HSHD23, BABA23, SMIC23 และหุ้นญี่ปุ่น SOFTBANK23, SUSHI23, TEL23 เพื่อเสริมการกระจายพอร์ตให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
สำหรับตราสารหนี้ แนะนำเน้นตราสารหนี้คุณภาพดี อายุปานกลางราว 3-5 ปี เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ขณะที่สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง Bitcoin เหมาะลงทุนในสัดส่วนจำกัด และ ทองคำ ยังมีบทบาทช่วยกระจายความเสี่ยง แนะนำกองทุน UOBSG-H
ขณะที่ นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับตลาดหุ้นต่างประเทศ InnovestX แนะนำเน้นการลงทุนแบบ Selective โดยให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีคุณภาพและกำไรเติบโตชัดเจน โดยตลาดสหรัฐฯ ยังเด่นในกลุ่มเทคโนโลยีแพลตฟอร์มและสุขภาพ เช่น Amazon, Google, Meta และ Eli Lilly ขณะที่ยุโรปน่าสนใจในกลุ่มแบรนด์พรีเมียมและพลังงานสะอาด เช่น LVMH และ Orsted ส่วนจีนเน้นหุ้นเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐ อาทิ Tencent และ CATL
สำหรับตลาดหุ้นไทย แนะนำคัดเลือกหุ้นตามธีมการลงทุน โดยเน้นหุ้นปันผลคุณภาพเพื่อสร้างกระแสเงินสด เช่น AP และ KTB ขณะที่หุ้นเติบโตที่กำไรเริ่มฟื้นตัวเหมาะกับการลงทุนเชิงรุก เช่น MTC และ TRUE ส่วนหุ้นฟื้นตัวและหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าพื้นฐานยังน่าสนใจในกลุ่มท่องเที่ยว อาหาร และค้าปลีก เช่น CENTEL, TU, CPALL และ OR ทั้งนี้มอง EPS หุ้นไทย ปีนี้เติบโต 8-9% ด้าน EPS Growth ที่ 98-100 บาท/หุ้น
ทั้งนี้สำหรับการลงทุนทองคำประเมินแนวต้าน (Best Case) ที่ 5,700 ดอลลาร์/ออนซ์ รับความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ด้านความต้องการจากธนาคารกลางทั่วโลก กองทุน ยังสนับสนุน และเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ โดยแนะนำควรมีติดพอร์ตลงทุน 5 - 10%

|