AOT พร้อมลุยปี 69 เต็มสูบ ชี้หลังได้รัฐบาลใหม่ จะเร่งชงโครงการ South Terminal - ดอนเมืองเฟส 3 ทันที ปรับแผนลงทุนสร้างสมดุล การบิน กับ นอนแอร์โรว์ สู่รายได้ยั่งยืน พร้อมลุยโร้ดโชว์ตปท. เรียกเชื่อมั่นกองทุนต่างชาติ ยืนยันขึ้นค่า PSC ไม่กระทบนักท่องเที่ยวไทย แต่จะหนุนให้บริษัทมีเงินลงทุนเพิ่ม - ลดภาระดอกเบี้ย นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยถึงความคืบหน้า ของแผนลงทุนบริษัท ว่าคาดจะออกมาช่วงเดือนมี.ค. ซึ่งต้องรอความชัดเจนครม.อีกครั้ง โดยยืนยันว่า เป็นแผนลงทุนที่สมเหตุสมผล ถูกต้องตรวจสอบได้ โดยบริษัทฯ จะปรับแผนลงทุนโดยจะเน้นการลงทุนในโครงการที่เปิดได้เร็ว ซึ่งจะทำให้รับรู้รายได้เร็วตามไปด้วย พร้อมกับการนำเงินสดมาร่วมลงทุน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจากเงินกู้ รวมถึงการปรับค่า PSC ก็ช่วยให้เรามีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เรื่องขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศจาก 730 บาท/คน เป็น 1,120 บาท/คน ที่คาดว่าจะได้เริ่มในเดือนพ.ค.69 ใน 6 สนามบินของ AOT ยังยืนยันว่า เป็นการปรับใช้กับผู้โดยสารต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเที่ยวบินในประเทศไม่ได้ปรับ จึงไม่กระทบคนไทยอย่างที่หลายคนกังวล ซึ่งหากไปดูข้อมูลจากสนามบินต่างชาติ จะพบว่ามีค่า PSC สูงกว่าไทยมาก "ต้นทุนธุรกิจการบินก่อนหน้านี้เราขาดทุนมาตลอด ปีละหมื่นกว่าล้าน เราก็ต้องเอาเงินส่วน นอน แอร์โรว์ มาโปะ เลยทำให้เกิดปัญหาเรื่องราคาสินค้า ค่ากาแฟในสนามบินแพง เราก็เลยต้องปรับให้เหมาะสมยั่งยืน เราจะให้กลุ่มการบินเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 60% จากปัจจุบันที่ 50% การปรับค่า PSC เราก็เอามาลงทุนอย่างเดียว จะทำให้กำไรสะสมเพิ่ม เงินลงทุนเพิ่ม กู้เงินได้ลดลง ทำให้สนามบินโตอางยั่งยืนจริงๆ " 
สำหรับการลงทุนหลัก บริษัทฯ จะยังเน้นไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว โดยเตรียมแผนจะลงทุนสร้างอาคารฝั่ง South Terminal ซึ่งขณะนี้แผนแม่บทเสร็จแล้ว เพียงแต่รอรัฐบาลใหม่อนุมัติวงเงิน ซึ่งทั้งโครงการเราจะใช้เงินประมาณ 2 แสนล้านบาท แยกเป็น 3 เฟส ระยะเวลา 10 กว่าปี จะรองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคน ขณะที่ส่วน East Expansion อนุมัติไปตั้งแต่ปี 59 ยังเดินหน้าตามแผนเปิดใช้รองรับผู้โดยสารได้อีกส่วนหนึ่ง ส่วนโครงการขยายท่าอากาศยานดอนเมืองเฟส 3 แบบเสร็จแล้ว แต่ต้องรอครม.ชุดใหม่อนุมัติเช่นกัน เนื่องจากมีการปรับปรุงแบบ สำหรับแผนการับมือ ปัญหาที่เกิดขึ้นโลก อย่างปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทาง AOT ได้มองเห็นโอกาสจากปัญหาดังกล่าว เช่นภาวะสงครามที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะให้การเดินทางลดลง กรณีที่หลายประเทศไม่รองรับสายการบินรัสเซีย ทาง AOT ก็เข้าไปทำการตลาด จนนักท่องเที่ยวรัสเซียมาไทยต่อเนื่อง หรืออย่างปัญหาจีน- ญี่ปุ่น บริษัทก็เร่งเข้าไปการตลาด ทำให้ ชาเตอร์ไฟลท์ เติบโตอย่างเห็นได้ชัด จากปีแล้วประมาณแค่ 930 ไฟลท์ ปีนี้ (ปีงบ 69)แค่ 3 เดือน แตะ 1,000 ไฟลท์ แล้ว ส่วนความกังวลเรื่องไวรัสนิปาร์ ที่อินเดีย เรามีมาตรการคัดกรองไฟลท์บินที่เข้มงวด เช่นเดียวกับตอนเกิดโควิด ทั้งการลงประวัติ และตรวจคัดกรอง แต่สายการบินจากพื้นที่ระบาดมีไม่มาก และยังไม่มีผลต่อยอดผู้โดยสารจากอินเดีย นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ผ่านการโร้ดโชว์ ซึ่งเราเตรียมแผนหลังจากภาพรวมรัฐบาลชัดเจน เดิมทีเราจะไปในเดือนมี.ค.ที่สิงคโปร์ นี้ แต่ยังต้องเลื่อนเพื่อรอความชัดเจน แต่ตอนนี้มีหนังสือเชิญมาเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นกองทุนขนาดใหญ่ทั้งเอเชียและยุโรป ซึ่งในช่วงแรกที่ราคาหุ้นยังอยู่ระดับต่ำ กองทุนต่างชาติเข้ามาสนใจเราเยอะมาก และพอปิดสมุดก็พบว่า กองทุนดังกล่าวเข้ามาจริง ซึ่งหลังจากการปิดสมุดแต่ละครั้งจะเห็นกองทุนเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ช่วงหลังที่ราคาหุ้นเริ่มฟื้นเริ่มมีกองทุนในประเทศเข้ามาซื้อหุ้นเรามากขึ้น "เราไปคุยกับกองทุน เราจะเน้นกลุ่มกองทุนต่างชาติที่ถือในระยะกลาง 5-10 ปี เป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่จะถามเรื่อง revenue structure เป็นหลัก เรายืนยันกับเค้าเลยว่า ดีใจที่มารับตำแหน่ง เพราะจะได้แก้ปัญหาที่ค้างคาซักที อย่าลืมว่านักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ เค้าเชื่อมั่นในตัวผู้บริหาร พอเราส่งสัญญาณแบบนี้ไป ก็สร้างความเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก เพราะเค้าเชื่อว่าปัญหาใต้พรมจะได้ออกมาแก้อย่างยั่งยืนซักที " นางสาวปวีณา กล่าว 
|