Microsoft สะดุด เปิดสัญญาณเตือนบิ๊กเทคฯ ระเบิดงบลงทุน AI

รูป Microsoft สะดุด เปิดสัญญาณเตือนบิ๊กเทคฯ ระเบิดงบลงทุน AI

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 ก.พ. 69 14:50 น.

 

ความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ก่อตัวอยู่ในตลาดหุ้นมาหลายเดือน เริ่มปะทุให้เห็นชัดเจน จากกรณีของ Microsoft ที่แม้จะรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจกลับเป็นการเติบโตที่ชะงักงันของธุรกิจคลาวด์ Azure รวมถึงแผนใช้จ่ายด้านการลงทุนกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงถึง 10% และยังเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่องจนถึงวันศุกร์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดหายไป 381,000 ล้านดอลลาร์ภายในสองวัน ทำให้หุ้น Microsoft เผชิญสัปดาห์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2020

 

จอช ชาสตันท์ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของ GuideStone Funds ซึ่งถือหุ้น Microsoft อยู่ด้วย มองงว่า ถ้าเป็นในภาวะปกติ ผลประกอบการแบบนี้จัดว่าค่อนข้างดี แต่เมื่อมีการใช้จ่ายมหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้องและราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังจนเต็มพิกัดแล้ว จึงแทบไม่มีพื้นที่สำหรับความผิดพลาด

 

บทเรียนเดียวกันยังสะท้อนผ่าน Meta Platforms ซึ่งคาดการณ์อัตราการเติบโตของรายได้รายไตรมาสสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ตลาดตอบรับด้วยการดันราคาหุ้นพุ่งขึ้น 10% ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันที่หุ้นปรับตัวขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2025 แม้บริษัทจะเปิดเผยแผนเพิ่มงบลงทุนสูงสุดถึง 87% ในปี 2026 แต่ในที่สุด ความจริงเรื่องภาระการใช้จ่ายก็เริ่มกดดันราคาหุ้นในวันศุกร์ ส่งผลให้หุ้นเมตาร่วงลง 3% ทำสถิติเป็นวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ 30 ต.ค. 2025

 

มูฟเมนท์ที่แตกต่างกันนี้สะท้อนให้เห็นว่า บิ๊กเทคฯ กำลังเดินอยู่บนเชือกเส้นที่บางลงเรื่อย ๆ หลังจากตลาดปรับขึ้นมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อว่า เงินทุนมหาศาลและการลงทุนเชิงรุกจะทำให้บริษัทเหล่านี้ครองความเป็นผู้นำในเทคโนโลยีแห่งอนาคต นักลงทุนยังยอมรับการใช้จ่ายขนาดใหญ่ได้ ตราบใดที่มีการเติบโตมารองรับ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็ต้องเตรียมรับการลงโทษจากตลาด

 

ชาสตันท์กล่าวว่า “เราอยู่ในยุคที่การสร้างรายได้จากเงินลงทุนด้าน AI ต้องเกิดขึ้นจริง เพื่อรองรับมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีอย่างสมเหตุสมผล”

 

ประเด็นนี้ถูกจับตามากขึ้นในสัปดาห์นี้ เมื่อ Alphabet และ Amazon สองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน AI เตรียมประกาศผลประกอบการในวันพุธและพฤหัสบดีนี้ตามลำดับ โดยทั้งสองบริษัท รวมกับ Microsoft และ Meta คาดว่าจะใช้จ่ายด้านการลงทุนรวมกันมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ส่วนใหญ่จะทุ่มไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล AI

 

 

นักลงทุนคาดหวังสูงสุดกับ Alphabet ซึ่งเป็นหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดในกลุ่ม “Magnificent Seven” ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยพุ่งขึ้นกว่า 70% จากความสำเร็จของโมเดล AI “Gemini” และกระแสตอบรับชิป AI ที่บริษัทออกแบบเอง ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนการเติบโตของธุรกิจคลาวด์

 

ทั้งนี้ หุ้น Alphabet ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี ก่อนจะย่อลงเล็กน้อยในวันศุกร์ โดยปัจจุบัน หุ้น Alphabet ซื้อขายที่ forward P/E สูงกว่า 28 เท่า ซึ่งแพงที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี

 

ด้าน Amazon เผชิญแรงกดดันไม่แพ้กัน หลังจาก Amazon Web Services (AWS) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานอัตราการขยายตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบเกือบ 3 ปีเมื่อไตรมาสก่อน

 

ปีเตอร์ โครีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Pave Finance กล่าว “ไม่ใช่ทุกบริษัทจะสร้างอัตราการเติบโตได้ตามที่ตลาดคาดหวัง ความคาดหวังอาจถูกกระแทกอย่างรุนแรงในระยะยาว

 

นักลงทุนจำนวนมากเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีแล้ว ดัชนีที่ติดตามหุ้น Magnificent Seven ซึ่งรวมถึง Apple, Tesla และ Nvidia ปรับลดลง 1.5% นับตั้งแต่ทำจุดสูงสุดเมื่อ 3 เดือนก่อน ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่หุ้นบางตัวลดลงแรงกว่านั้นมาก

 

ตัวอย่างเช่น หุ้น Oracle ซึ่งราคาพุ่งขึ้นเกือบ 97% ในปี 2025 จากความหวังเรื่องการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ ปัจจุบันร่วงลงแล้ว 50% จากจุดสูงสุดในเดือนก.ย. 2025 ซึ่งแรงขายได้สะท้อนข้อกังขาจากการลงทุนในสตาร์ทอัพอย่าง OpenAI ว่าจะเห็นผลเต็มประสิทธิภาพหรือไม่ รวมถึงต้นทุนการเพิ่มกำลังประมวลผลที่สูงขึ้น

 

บ็อบ ซาเวจ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคของ BNY กล่าวว่า “สิ่งที่เรากลัวมาก ๆ คือการที่มีบริษัทมากกว่าหนึ่งแห่งทุ่มงบลงทุนเพิ่มขึ้นมาก แต่ได้ผลตอบแทนน้อยลงมาก ถ้าเป็นเช่นนั้น ตลาดจะเริ่มตั้งคำถามกับกลยุทธ์เหล่านี้ แต่ตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลมากพอจะสรุปได้”

 

มุมมองเชิงลบต่อหุ้นเทคโนโลยีสะสมมาเรื่อย ๆ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก Barclays ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 3 ผู้จัดการกองทุนเชิงรุกถือครองหุ้นเทคโนโลยีน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ขณะที่ปีนี้ นักลงทุนยังคงหมุนเงินออกจากหุ้นเมกะแคปและเทคโนโลยี ไปสู่หุ้นกลุ่มวัฏจักร อย่างกลุ่มวัสดุและอุตสาหกรรม ตามข้อมูลของ Deutsche Bank

 

ที่มา Bloomberg

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju