บลจ. ทิสโก้ ตั้งเป้า AUM ปีนี้ โต 6-8% แตะ 4.7 แสนลบ. ปลื้มปี 68 โต 10.15% ปีนี้ ชู 3 ธีมเด็ด AI -เฮลธ์แคร์ - Defensive ด้านหุ้นไทยมองปิดปีนี้ 1,350 จุด ลุ้นผลตอบแทนทั้งปีรวมระดับ 10% แนะหุ้นปันผลสูง นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่าปี 2569 บลจ. ทิสโก้ตั้งเป้า AUM เติบโต 6-8% หรือมี AUM อยู่ที่ 470,000 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 448,087 ล้านบาท ซึ่งเติบโต 10.15% จากปี 67 ซึ่งในปีนี้จะเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการในทุกธุรกิจ เช่น พัฒนาแอปพลิเคชัน TISCO My Funds ให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ บลจ. ทิสโก้ สามารถเช็คยอดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติมผ่านการลงทุนในกองทุนรวมได้ในแอปพลิเคชันเดียว พร้อมกับให้ความรู้ด้านการลงทุนและการเงินแก่ลูกค้ากองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งในระยะยาว บลจ. ทิสโก้มุ่งหวังเป็น ‘Life-time Professional Investment Partner’ ให้ลูกค้าสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน เกษียณอย่างไร้กังวล และมีความรู้การเงินที่รอบด้าน อีกทั้งสมาชิกมีความเข้าใจการลงทุนมากขึ้นหลังได้รับข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำจากบลจ. ทิสโก้ ส่งผลให้สมาชิกฯ ปรับพอร์ตและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ จากเดิมที่เน้นตราสารหนี้และหุ้นไทยเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น และช่วยผลักดัน AUM รวมให้เติบโต
สำหรับธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund) ปีนี้คาดหวังการเติบโตไม่น้อยกว่าตลาด โดยคาดแตะระดับ 71,000 - 72,000 ล้านบาท โดยยังเติบโตจากตัวแทนผู้สนับสนุนการขายเลือกกองทุนรวมของ บลจ. ทิสโก้เป็นกองทุนแนะนำ ประกอบกับ ในปี 2568 บลจ. ทิสโก้เปิดเสนอขายกองทุนใหม่จำนวน 9 กองทุน (ไม่นับรวมกองทุนทริกเกอร์) ทำให้ AUM ของธุรกิจ Mutual Fund ปี 2568 โต 17.98% มาอยู่ที่ 68,412 ล้านบาท เติบโตกว่าอุตสาหกรรมเกือบ 2 เท่า
"เราตั้งเป้าการเติบโต AUM รวมในอีก 3 ปี แตะระดับ 5 แสนล้านบาท โดยมองว่ากลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ PVD เป็นการเติบโตหลักๆ ของบลจ. ส่วน ส่วนบุคคลหรือ Mutual Fund เป็นพอร์ตการลงทุนส่วนเสริม หรือ Satellite " นายสาห์รัชกล่าว

นางแขขวัญ โรจน์วัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ บลจ. ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า การวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณที่ครบถ้วนรอบด้านแก่สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) วางเป้าเติบโตมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) แตะ 340,000 ล้านบาท จากปี 68 ที่ทำได้ 328,000 ล้านบาท หรือเติบโต 14.22% จากสิ้นปีก่อน และเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โต 5.82%
ปัจจุบัน บลจ. ทิสโก้ส่วนธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีจำนวนบริษัทนายจ้างกว่า 5,900 บริษัท และมีจำนวนสมาชิกกว่า 628,000 ราย รักษาแชมป์ส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมกองทุน PVD ทั้งในมุม AUM สูงสุด รวมทั้งจำนวนนายจ้างและจำนวนสมาชิกมากที่สุด
สำหรับในปี 2569 บลจ. ทิสโก้ยังคงพัฒนาคุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะการวางแผนการเงินตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงเป้าหมาย ‘ Smart Retirement สุขทุกวันยันเกษียณ ’ โดยจะนำเสนอสิทธิพิเศษเพื่อการวางแผนการเงินที่ครบวงจรและตรงตามความต้องการของสมาชิกแต่ละราย พร้อมทั้งพัฒนาระบบวางแผนการเงินเฉพาะบุคคลซึ่งจะสรุปให้สมาชิกแต่ละรายเห็นว่าเงิน PVD ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณตามเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งระบบจะแนะนำว่าควรต้องเพิ่มการออม ปรับแผนการลงทุน หรือเพิ่มความคุ้มครองความเสี่ยงอย่างไรจึงจะเพียงพอ
ทั้งนี้ บลจ. ทิสโก้ ยังคงจัดกิจกรรม ‘ ชีวิตดี๊ดี แฮปปี้ 55+ ’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 งานสัมมนาที่ช่วยให้สมาชิกกลุ่มใกล้เกษียณเตรียมความพร้อมทุกด้าน เพื่อชีวิตหลังเกษียณที่มีความสุข รวมทั้งจัดโครงการ Smart HR FINCoach ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พัฒนาความรู้ด้านการเงินสำหรับ HR และตัวแทนนายจ้างเพื่อให้ HR สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อให้พนักงานได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งมอบรางวัล ‘ TISCO PVD Best Employer Awards ‘ ให้แก่นายจ้างที่มีผลงานยอดเยี่ยมในการส่งเสริมและสนับสนุนการออมเพื่อเกษียณผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และการวางแผนเพื่อความมั่นคงทางการเงินของพนักงาน
นอกจากนี้ บลจ. ทิสโก้และกลุ่มทิสโก้เตรียมเปิดตัวกิจกรรมใหม่ ‘ Healthcare Fair on Tour ’ ต่อยอดภารกิจให้ความรู้ด้านการเงินควบคู่กับการดูแลสุขภาวะของสมาชิก โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลชั้นนำ เดินสายให้ความรู้ด้านสุขภาพและแนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพถึงในองค์กรต่าง ๆ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างสะดวกมากขึ้น รวมทั้งการวางแผนการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ พร้อมสร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพควบคู่การออมเพื่อเกษียณ ตอกย้ำความสำคัญของสุขภาพต่อการวางแผนการเงินในยุคที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น (Longevity)
นายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (Mr. Supongvorn Mianpoka Assistant Managing Director of TISCOASSET) เปิดเผยว่า บลจ. ทิสโก้มองว่าภาพรวมการลงทุนปี 2569 แนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา นโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย กำไรบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ยังเติบโตได้ดีโดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงขยายตัวได้ดี และสหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงจากภาษีการค้าและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ รวมถึงความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และมูลค่าหุ้น (Valuation) หลายตลาดอยู่ในระดับสูง ในส่วนของประเทศไทยมีปัจจัยบวก คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วงขาลง มูลค่าหุ้นอยู่ในระดับต่ำและอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกรออยู่หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาคาดว่าจะออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ
สำหรับมุมมองการลงทุนในปี 2569 บลจ. ทิสโก้มองว่าจะมี 3 ธีมลงทุนที่เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี คือ
1. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และระบบอัตโนมัติ เพราะเริ่มเห็นการนำไปใช้จริงในองค์กรทุกขนาด เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการให้บริการ
2. ธุรกิจเฮลธ์แคร์และเวลเนส จากสังคมสูงอายุและพฤติกรรมใส่ใจสุขภาพ ทำให้ความต้องการด้านการแพทย์ และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งผลประกอบการกลุ่มนี้มักไม่ผันผวนไปตามภาวะเศรษฐกิจ
3. กลุ่ม Defensive เช่น ทองคำ และหุ้นปันผลสูง เป็นกลุ่มที่คาดว่าจะช่วยลดความผันผวนให้พอร์ตและเป็นกันชนเมื่อเกิดความไม่แน่นอน ในช่วงที่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และภูมิรัฐศาสตร์
ส่วนตลาดหุ้นไทยในปี 2569 บลจ. ทิสโก้คาดว่าดัชนีจะปิดปีที่ 1,350 จุด มีระดับ P/E ที่ 16 เท่า และ EPS ที่ 86.7 เท่า แม้มูลค่าหุ้นจะอยู่ในระดับที่ไม่สูง แต่ Upside ค่อนข้างจำกัด จึงแนะนำให้เน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูงเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
"ช่วงที่ผ่านมามีกว่า 90 บริษัทที่ซื้อหุ้นคืน ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน เห็นได้ว่าราคาหุ้นไทยมันร่วงลงมากแล้ว ซึ่งจะลงต่ำกว่า 1,300 จุด หรือไม่ มองยังมีโอกาส จากความผันผวนปัจจัยต่างๆ ทำให้หุ้นแพงถูกเทขาย แต่สิ้นปีนี้เรามองเป้า SET ที่ 1,350 จุดได้ แนวรับ 1,260 - 1,280 จุด ซึ่งหากนับรวมปีนี้ผลตอบแทนประมาณ 6-7% บวกกับปันผลอีกประมาณ 3-4% ดังนั้นภาพรวมทั้งปี Total Return หรือ ผลตอบแทนรวมหุ้นไทย เห็นเติบโตตัวเลขหลักเดียวระดับสูง หรือสองหลักก็อาจจะได้เห็น" นายสุพงศ์วรกล่าว

|