งบแบงก์วอลล์สตรีท สะท้อนดีล M&A – ตลาดทุนคึกคัก จับตาปัจจัยเสี่ยงปี 2026

efinAI
ฤดูกาลรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดฉากด้วยกลุ่มธนาคารรายใหญ่ในวอลล์สตรีท โดยภาพรวมสะท้อนแนวโน้มการเติบโตที่ยังแข็งแกร่งในปี 2025 จากการฟื้นตัวของดีลควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A), กิจกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์ และรายได้ค่าธรรมเนียมจากบริการที่ปรึกษาทางการเงิน ท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีเสถียรภาพ อัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลาย และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่กลับมา ส่งผลให้กิจกรรมในตลาดทุนและดีลเชิงกลยุทธ์ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับปี 2026 นั้นคาดว่า แนวโน้มจากปัจจัยบวกดังกล่าวจะยังดำเนินต่อไป ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่องหลายประเด็น โดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ได้รวบรวมความเคลื่อนไหวและประเด็นที่ต้องติดตามเพื่อเป็นแนวทางในการประเมินทิศทางในอนาคตไว้ในบทความนี้
ผลประกอบการธนาคารรายใหญ่ – ใครเด่น ใครชะลอ
- JPMorgan Chase รายงานผลประกอบการโดยรวมถือว่าแข็งแกร่ง แม้รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจวาณิชธนกิจในไตรมาส 4 จะลดลง 5% มาอยู่ที่ 2,350 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฐานเปรียบเทียบที่สูงและการเลื่อนปิดดีลบางส่วนออกไปเป็นปี 2026 อย่างไรก็ตาม ภาพรวมทั้งปีของกลุ่มธุรกิจ Commercial & Investment Bank ยังคงมีความแข็งแกร่งท่ามกลางพลวัตของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
- เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า “ภาคธุรกิจได้แรงหนุนจากความคาดหวังถึงนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตมากขึ้น และความร่วมมือที่ดีขึ้นระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ”
- Citigroup ฟื้นตัวเด่นในฝั่งธุรกิจวาณิชธนกิจ รายได้ค่าธรรมเนียมตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้น 20% มาอยู่ที่ 4,600 ล้านดอลลาร์ เฉพาะไตรมาส 4 รายได้ส่วนนี้พุ่งขึ้น 35% แตะ 1,290 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้การเป็นที่ปรึกษาดีล M&A ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสดังกล่าว และยังมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในธุรกิจ M&A, การจัดหาเงินทุนแบบเลเวอเรจ (leveraged finance) รวมถึงกิจกรรมที่มีสปอนเซอร์เพิ่มขึ้น
- เจน เฟรเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ปี 2025 ถือเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และผลลัพธ์ที่ออกมาสะท้อนว่ากลยุทธ์ที่วางไว้เริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน
- Goldman Sachs มีรายได้จากค่าธรรมเนียมในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 25% มาอยู่ที่ 2,580 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะรายได้จากเป็น Underwriter หุ้นและตราสารหนี้ ธนาคารมีบทบาทสำคัญในการเป็นที่ปรึกษาดีล M&A ขนาดใหญ่หลายรายการ ภาพรวมทั้งปีสะท้อนการเติบโตอย่างชัดเจนในธุรกิจ M&A รวมถึงกิจกรรมการระดมทุนทั้งในตลาดหุ้น (ECM) และตลาดตราสารหนี้ (DCM)
- เดวิด โซโลมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า ตั้งแต่มีการปรับกลยุทธ์ รายได้ของธนาคารเพิ่มขึ้นเกือบ 60% ช่วยเสริมความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว
- Morgan Stanley ทำผลงานโดดเด่นเช่นกัน โดยรายได้สุทธิจากธุรกิจวาณิชธนกิจในไตรมาส 4 พุ่งขึ้น 47% แตะที่ 2,410 ล้านดอลลาร์ จาก 1,640 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า จากแรงหนุนของค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาที่แข็งแกร่งและการปิดดีล M&A ในหลายภูมิภาค ขณะที่ค่าธรรมเนียมการรับประกันตราสารหนี้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่วนภาพรวมทั้งปี ธนาคารยังรายงานรายได้สุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- เท็ด พิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2025 สะท้อนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยสร้างการเติบโตและแรงส่งให้กับองค์กรในทุกมิติ
- Bank of America ยังคงรักษาโมเมนตัมของธุรกิจวาณิชธนกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ค่าธรรมเนียมในไตรมาส 4 อยู่ที่ 1,670 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2020 หากไม่รวมช่วงที่มีความผันผวนในยุคการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้น 7% โดยธนาคารยังคงครองอันดับ 3 ของโลกในด้านรายได้ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจ รายได้ค่าธรรมเนียมในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 สูงกว่าครึ่งปีแรกถึง 25% จากหลักเกณฑ์กำกับดูแลและนโยบายภาษีศุลกากรที่ชัดเจมากขึ้น
- อลาสแตร์ บอร์ธวิค ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ระบุว่า ทีมสามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่งตลอดปี 2025 และจะยังคงมุ่งมั่นในการเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น สนับสนุนการเติบโตของลูกค้า และขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่องในปี 2026

ภาพรวมอุตสาหกรรมและแนวโน้มปี 2026
ข้อมูลจาก Dealogic ระบุว่า รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจทั่วโลกในปี 2025 ทะลุระดับ 100,000 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากปี 2021 และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนหน้า โดยตลาดอเมริกาเหนือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักจากดีลขนาดใหญ่จำนวนมาก มูลค่าดีล M&A รวมแตะ 5.1 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 42% ควบคู่กับการฟื้นตัวของการระดมทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้
แม้ยังมีความเสี่ยงหลายด้าน ธนาคารสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ปี 2026 ด้วยสถานะที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจเป็นแรงสนับสนุนให้ราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในระยะถัดไป ข้อมูลจาก Yardeni Research ระบุว่า ความต้องการสินเชื่อฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบรายปี ณ สิ้นปี 2025 จากระดับใกล้ศูนย์ในเดือนเม.ย. 2024
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังเริ่มลดการกันสำรองหนี้สูญในช่วงปลายปี ส่วนประมาณการอัตรากำไรล่วงหน้าของหุ้นกลุ่มธนาคารในดัชนี S&P 500 ยังเพิ่มขึ้นเป็น 27% จาก 24% เมื่อปีก่อน แม้ประมาณการกำไรจะอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ของหุ้นกลุ่มธนาคารยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ที่ประมาณ 13.7 เท่า
ขณะที่เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มมีความชันเพิ่มขึ้น โดยส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ อายุ 10 ปี และ 2 ปี ขยายจากระดับศูนย์ในต้นเดือนธ.ค. 2024 มาอยู่ที่ประมาณ 64 เบสิสพอยท์ ในช่วงต้นปี 2026 ซึ่งอาจช่วยหนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารในไตรมาสถัดไป ตามความเห็นของ Yardeni
ประมาณการกำไรของหุ้นธนาคาร
ข้อมูลจาก FactSet แสดงให้เห็นว่า นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของธนาคารขนาดใหญ่จะเติบโต 17.6% ในปี 2025 ตามด้วยการเติบโต 13% ในปี 2026 และ 13.7% ในปี 2027 โดยประมาณการกำไรของอุตสาหกรรมธนาคารโดยรวมในช่วงปี 2025–2027 มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายน
รายงานของ Deloitte ระบุถึงแนวโน้มสำคัญอื่น ๆ ที่จะส่งผลต่อผลประกอบการของธนาคาร ได้แก่
- การขาดทุนด้านเครดิตมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่จัดการได้ การว่างงานที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้องกันสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ ธนาคารส่วนใหญ่มีเงินสำรองและเงินกองทุนเพียงพอที่จะรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย
- รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยซึ่งมีความหลากหลายและแข็งแกร่ง จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนรายได้สำคัญในปี 2026 โดยการเติบโตจากค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- ธุรกิจวาณิชธนกิจและตลาดทุนมีแนวโน้มเติบโตต่อ จากความต้องการทำดีลและต้นทุนการระดมทุนที่ลดลง ขณะที่ค่าธรรมเนียมบริหารความมั่งคั่งน่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2026 จากการที่ธนาคารขยายบริการที่ปรึกษาให้กับลูกค้าที่มั่งคั่ง
การผ่อนคลายกฎระเบียบในภาคธนาคาร
ช่วงก่อนการปฏิรูปกฎระเบียบซึ่งสืบเนื่องจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 ระดับเงินกองทุนของธนาคารลดลงต่ำกว่า 10% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 20 ปี ภายหลังมีการประกาศกฎเกณฑ์ใหม่ส่งผลให้ระดับเงินกองทุนกลับมาอยู่เหนือ 14% ในปี 2025 สะท้อนให้เห็นว่าสถานะงบดุลของธนาคารมีความแข็งแกร่งมากขึ้น นโยบายใหม่ของทำเนียบขาวจึงมุ่งผ่อนคลายกฎระเบียบจำนวนมากที่เกิดจากการปฏิรูปดังกล่าว
ในทางปฏิบัติ ธนาคารสหรัฐฯ จำเป็นต้องรักษาระดับเงินกองทุนให้เพียงพอ ตามที่กำหนดไว้ในกรอบอัตราส่วนเงินกองทุนแบบอิงความเสี่ยงและแบบอิงเลเวอเรจ ซึ่งมีสัดส่วนแตกต่างกันไปตามขนาดของธนาคาร ล่าสุด เมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC) หรือบรรษัทคุ้มครองเงินฝากของสหรัฐฯ และ Office of the Comptroller of the Currency (OCC) ซึ่งกำกับดูแลเงินตราของธนาคาร ได้ผ่อนคลายกฎระเบียบที่ในทางปฏิบัติแล้วเคยเป็นการห้ามไม่ให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อแบบ Leveraged loans สำหรับการควบรวมกิจการ และการจัดหาเงินทุนขนาดใหญ่ของภาคเอกชน
ข้อกำหนดเงินกองทุนของธนาคาร
ในปีที่ผ่านมา FDIC ได้ปรับลดข้อกำหนด Enhanced Supplementary Leverage Ratio (ESLR) ซึ่งเป็นข้อกำหนดเงินกองทุนสำหรับธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบ ที่เข้าข่าย “Too big to fail” เพื่อให้ธนาคารขนาดใหญ่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่ำและผลตอบแทนต่ำได้ง่ายขึ้น
กล่าวโดยสรุป ข้อเสนอใหม่นี้จะลดข้อกำหนด ESLR จากระดับขั้นต่ำ 5% ในปัจจุบัน ลงมาอยู่ในช่วง 3.5- 4.25% ตามข้อมูลจาก Morningstar
การปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความท้าทายต่อภาคธนาคาร
AI เข้ามามีบทบาทในภาคธนาคารเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในฐานะเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ข้อมูลจาก PwC ระบุว่า สถาบันการเงินที่นำ AI มาใช้ได้อย่างเต็มรูปแบบ อาจสามารถปรับปรุงอัตราส่วนประสิทธิภาพ (efficiency ratio) เพิ่มขึ้น 15 จุดเปอร์เซ็นต์
AI ยังช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในธนาคาร ทำให้ขั้นตอนต่าง ๆ เป็นระบบอัตโนมัติ และลดความไม่มีประสิทธิภาพ PwC ระบุว่า ต้นทุนการตรวจสอบลูกค้ากลุ่มธุรกิจลดลงถึง 40% จากการใช้เครื่องมือ onboarding และการยืนยันตัวตนที่ขับเคลื่อนด้วย AI
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงประสบปัญหาในการนำ AI มาใช้อย่างเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยรายงานของ Deloitte ระบุ “การนำ AI มาใช้ในธนาคารมักถูกจำกัดด้วยโครงสร้างข้อมูลที่เปราะบางและกระจัดกระจาย ภาระด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น ระบบไอทีแบบเดิมที่ล้าสมัย และแรงต้านต่อการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร โครงการ AI จำนวนมากยังติดอยู่ในระดับการทดลอง ไม่สามารถขยายผลเชิงกลยุทธ์ได้จริง”
นอกจากนี้ ผู้บริหารจำนวนมากเผชิญแรงกดดันจากความคาดหวังด้านผลิตภาพที่ไม่สมจริง ทั้งยังต้องแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ แม้งบลงทุนด้าน AI จะเพิ่มขึ้น แต่ธนาคารสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ยังมีความคืบหน้าเป็นช่วง ๆ มากกว่าการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์
กังวลเรื่องความเป็นอิสระของเฟด
แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะระบุว่า ความเสี่ยงต่อระบบธนาคารสหรัฐฯ ลดลงจากช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ความกังวลเรื่องภาษีศุลกากรพุ่งสูง แต่ผลสำรวจของเฟดที่สอบถามไปยังโบรกเกอร์-ดีลเลอร์ กองทุนเพื่อการลงทุน และบริษัทที่ปรึกษา พบว่า ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยเฉพาะภาษีการค้าและความเป็นอิสระของเฟดยังเป็นปัจจัยที่น่ากังวลสูงสุด นอกจากนี้ ความกังวลว่าการปรับฐานของหุ้น AI อาจลุกลามไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
แนวโน้มการทำ M&A ฝั่งธนาคาร
ข้อมูลของ Royce ระบุว่า การรวมกิจการในภาคธนาคารกำลังเร่งตัวขึ้น จำนวนดีลในไตรมาสที่สามของปี 2025 อยู่ในระดับสูงสุดในรอบสี่ปี โดยมีการควบรวมที่สำคัญได้แก่ ดีล Fifth Third ที่เข้าซื้อ Comerica เมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา เป็นหุ้นมูลค่า 10,900 ล้านดอลลาร์ การควบรวมครั้งนี้ทำให้เกิดธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 9 ของสหรัฐฯ โดยมีสินทรัพย์รวมราว 288,000 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ Huntington Bancshares ยังเข้าซื้อ Cadence Bank ในเดือนเดียวกัน คิดเป็นมูลค่า 7,400 ล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านั้น PNC Financial ประกาศซื้อ FirstBank เป็นมูลค่า 4,100 ล้านดอลลาร์ และ Pinnacle Financial ตกลงเข้าซื้อ Synovus Financial ด้วยดีลเป็นหุ้นมูลค่า 8,600 ล้านดอลลาร์
กระแส M&A เหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้ความพยายามของผู้บริหารเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ให้สามารถสู้กับธนาคารรายใหญ่ทั้งในเรื่องขนาดและความหลากหลายของบริการ ขณะเดียวกัน รัฐบาลทรัมป์ก็แสดงท่าทีสนับสนุนการรวมกิจการในอุตสาหกรรมธนาคารด้วย
การทำดีลอาจหนุนมูลค่าหุ้นธนาคาร
แนวโน้มการทำ M&A จะช่วยหนุนมูลค่าหุ้นของธนาคารที่อาจถูกซื้อกิจการ และนักลงทุนยังอาจได้ประโยชน์จากธนาคารที่เข้าซื้อกิจการอย่างชาญฉลาด เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำกำไร
Morningstar ระบุว่า จำนวนการควบรวมของธนาคารสหรัฐฯ เริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสสองของปี 2024 หลังจากลดลงมาร่วม 10 ปี โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการกำกับดูแลที่ผ่อนคลายลงและ Pent-up demand
อย่างไรก็ตาม แม้ก่อนยุครัฐบาลทรัมป์ ธนาคารจำนวนมากก็พยายามปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อและขยายพื้นที่ทางภูมิศาสตร์อยู่แล้ว นอกจากนี้ ธนาคารยังต้องการขยายขนาดเพื่อรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยี และเสริมความสามารถในการแข่งขันเพื่อป้องกันคู่แข่งรายใหม่
หวั่นมาตรการคุมเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต กระทบมูลค่าหุ้น
ขณะที่กฎระเบียบบางส่วนมีการผ่อนคลาย รัฐบาลทรัมป์ได้เพิ่มแรงกดดันต่อธนาคาร ด้วยการเสนอให้จำกัดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ 10% เป็นระยะเวลา 1 ปี ซึ่งข้อเสนอนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน โดยข้อมูลของเฟดแสดงให้เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตเฉลี่ยไม่เคยต่ำกว่า 10% นับตั้งแต่ปี 1994 ตามรายงานของ The Wall Street Journal
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำการสนับสนุนร่างกฎหมายที่เสนอให้ธนาคารขนาดใหญ่ต้องจัดหาเครือข่ายประมวลผลการชำระเงินทางเลือก สำหรับผู้ค้า แทนระบบที่ดำเนินการโดย Visa และ Mastercard
ทางด้านผู้บริหารของ JPMorgan ออกมาตอบโต้แผนดังกล่าว โดยระบุว่าจะทำให้ปริมาณสินเชื่อสำหรับผู้บริโภคลดลง และในที่สุดจะสร้างความลำบากให้กับทุกฝ่าย องค์กรธนาคารหลายแห่งก็แสดงจุดยืนคัดค้านในทิศทางเดียวกัน ทางด้านสมาคมธนาคารอเมริกันตอบโต้ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น โดยทำให้ธุรกรรมบัตรเครดิตมีความปลอดภัยลดลง และอาจนำไปสู่การยกเลิกโปรแกรมสะสมคะแนนบัตรเครดิต
โดยภาพรวม ภาคธนาคารสหรัฐฯ แสดงสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน หลังได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมวาณิชธนกิจที่กลับมาคึกคัก ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายลง และทิศทางกฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย เศรษฐกิจมหภาค และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากเทคโนโลยีอย่าง AI ยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะถัดไป ซึ่งต้องติดตามพัฒนาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
ที่มา Investors.com และ Disruptionbanking










