ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวว่า งบประมาณด้านการทหารของสหรัฐฯ สำหรับปี 2027 ควรเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่างบประมาณ 901,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่สภาคองเกรสอนุมัติสำหรับปี 2026 อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มกลาโหมปรับตัวขึ้น ขณะเดียวกันก็จุดกระแสความกังวลในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณและการคลัง ขณะที่นักวิเคราะห์ Moody's Ratings ชี้ว่า แผนงบกลาโหมดังกล่าวเสี่ยงก่อให้เกิดการขยายการขาดดุลการคลัง การเพิ่มงบประมาณกลาโหมในระดับดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ แม้พรรครีพับลิกันของทรัมป์จะครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร และที่ผ่านมาแทบไม่แสดงท่าทีคัดค้านแผนการใช้จ่ายของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ตาม โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุในโพสต์บน Truth Social ว่า เขาตัดสินใจเรื่องงบกลาโหมปี 2027 “หลังการเจรจาที่ยาวนานและยากลำบากกับวุฒิสมาชิก สมาชิกสภาคองเกรส รัฐมนตรี และผู้แทนทางการเมืองอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วนและอันตรายเช่นนี้” ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมตัวนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ออกจากประเทศ และโค่นล้มลงจากอำนาจ นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังหารือทางเลือกในการเข้าซื้อกรีนแลนด์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้กองกำลังทหารสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยในหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ โพสต์โจมตีบริษัทอุตสาหกรรมป้องกันประเทศว่า ผลิตอาวุธได้ล่าช้าเกินไป โดยให้คำมั่นว่าจะสั่งห้ามผู้รับเหมาด้านกลาโหมจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืน จนกว่าจะเร่งการผลิตได้ตามเป้า ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า งบประมาณเพิ่มเติมจะมาจากรายได้ของมาตรการภาษีศุลกากร ที่เขาเรียกเก็บจากเกือบทุกประเทศและหลายภาคอุตสาหกรรม พร้อมยืนยันว่า สหรัฐฯ ยังสามารถลดภาระหนี้ และจ่ายเช็คเงินปันผลให้กับชาวอเมริกันที่มีรายได้ระดับปานกลางได้ 
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเพื่อการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลกลางอย่างมีความรับผิดชอบ (Committee for a Responsible Federal Budget) ซึ่งไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ประเมินว่า ข้อเสนอของประธานาธิบดีทรัมป์ จะมีต้นทุนรวม 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงถึงปี 2035 และจะเพิ่มหนี้สาธารณะสหรัฐฯ รวมดอกเบี้ยอีก 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่า รายได้จากภาษีที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถชดเชยต้นทุนได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น อีกทั้งศาลสูงสุดสหรัฐฯ อาจวินิจฉัยให้มาตรการภาษีจำนวนมากเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ขณะที่ศูนย์นโยบาย 2 พรรคการเมือง (Bipartisan Policy Center) ประเมินว่า ภาษีศุลกากรทั้งหมด สร้างรายได้ให้รัฐบาลเพียง 288,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขประมาณการของประธานาธิบดีทรัมป์เองที่ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งนี้ ไบรอน คัลแลน นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมจาก Capital Alpha Partners กล่าวว่า โพสต์ของประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้เกิดคำถามว่า เงินจำนวนมหาศาลนี้จะถูกจัดสรรไปที่ใด และภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จะสามารถรองรับงบประมาณระดับนี้ได้จริงหรือไม่ ครั้งสุดท้ายที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพิ่มงบมากกว่า 50% คือช่วงสงครามเกาหลีในปี 1951 ขณะที่การเพิ่มงบครั้งใหญ่ในสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ในปี 1981 และ 1982 อยู่ที่ราว 25% และ 20% ตามลำดับ ด้านนักวิเคราะห์จาก Moody's Ratings ระบุว่า ข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเพิ่มงบประมาณกลาโหมของสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงที่จะไม่สามารถชดเชยได้ ด้วยการลดรายจ่ายหรือการเพิ่มรายได้ และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาวะขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว เดวิด โรโกวิช รองประธานอาวุโสฝ่ายความเสี่ยงด้านอธิปไตยของ Moody’s Ratings ระบุในแถลงการณ์ว่า การเพิ่มงบกลาโหมในระดับสูงมาก ใกล้เคียงกับการเพิ่มขึ้นราว 50% ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอ ไม่น่าจะสามารถหามาตรการชดเชยจากด้านอื่นได้ ท่ามกลางข้อจำกัดทางการเมืองและนโยบายในการหาการประหยัดงบหรือแหล่งรายได้ใหม่ในระดับที่เพียงพอ พร้อมกล่าวเสริมว่า การเพิ่มการใช้จ่ายขนาดใหญ่และต่อเนื่อง โดยอาศัยการก่อหนี้ จะยิ่งขยายการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง เพิ่มภาระดอกเบี้ยในระยะยาว และลดความยืดหยุ่นทางการคลังลงไปอีก ทั้งนี้ โรโกวิชยังระบุว่า แม้งบกลาโหมที่สูงขึ้น จะช่วยกระตุ้นการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่รายได้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะไม่เพียงพอที่จะชดเชยการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายได้ ที่มา Reuters (1) และ (2) 
|