สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพุธที่ 21 มกราคม 2569

รูป สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพุธที่ 21 มกราคม 2569

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 ม.ค. 69 8:39: น.

 

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนก.พ. ปิดที่ 60.34 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 90 เซนต์ หรือ 1.51% ส่วนสัญญา WTI งวดส่งมอบเดือนมี.ค. ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายมากกว่า ปิดที่ 60.36 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.02 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.72%

 

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 64.92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 98 เซนต์ หรือ 1.53%

 

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันอังคาร จากปัจจัยการระงับการผลิตชั่วคราวในแหล่งน้ำมันของคาซัคสถาน ประกอบกับความคาดหวังต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งอาจช่วยหนุนความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในอนาคต

 

*** นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ระบุว่า ประชาชนบนเกาะและหน่วยงานของรัฐ จำเป็นต้องเริ่มเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ของการรุกรานทางทหาร แม้จะยังเป็นสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย ท่ามกลางการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าข่มขู่จะเข้าควบคุม โดยเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางทหารไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้นี้ออกไปได้

 

พร้อมระบุว่า รัฐบาลกรีนแลนด์จะจัดตั้งคณะทำงานพิเศษ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อช่วยให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตประจำวัน พร้อมกันนี้ รัฐบาลกำลังดำเนินการแจกจ่ายแนวทางปฏิบัติใหม่ให้กับประชาชน รวมถึงคำแนะนำให้มีการสำรองอาหารไว้ในบ้านให้เพียงพออย่างน้อย 5 วัน

 

*** ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส โจมตีกลยุทธ์การค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่ายุโรปจำเป็นต้องพัฒนาอธิปไตยของตนให้มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการตกอยู่ในภาวะถูกครอบงำและการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งรุนแรง โดยมาครงวิพากษ์การแข่งขันจากสหรัฐฯ ว่าเป็นการแข่งขัน “ผ่านข้อตกลงทางการค้าที่บ่อนทำลายผลประโยชน์ด้านการส่งออกของยุโรป และมุ่งหมายอย่างเปิดเผยที่จะทำให้ยุโรปอ่อนแอและอยู่ใต้บังคับ” พร้อมระบุว่า แนวทางดังกล่าวยัง “ซ้ำเติมด้วยการสะสมมาตรการภาษีใหม่อย่างไม่รู้จบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในเชิงหลักการ”

 

*** AkademikerPension กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์ก เปิดเผยแผนถอนการลงทุนออกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้ ท่ามกลางความกังวลว่านโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความเสี่ยงด้านเครดิตในระดับที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป โดยประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ AkademikerPension กล่าวว่า โดยพื้นฐานแล้วสหรัฐฯไม่ใช่ลูกหนี้ที่มีคุณภาพดี และในระยะยาวฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯไม่ยั่งยืน

 

AkademikerPension ซึ่งบริหารเงินออมมูลค่าราว 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2025

 

*** ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เรียกร้องให้ตลาดอย่าตื่นตระหนก หลังเผชิญแรงเทขายพันธบัตรอย่างหนักในช่วง 1 วันที่ผ่านมา ได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ และส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดการเงินโลกอื่น ๆ โดยคาตายามะกล่าวว่า นับตั้งแต่เดือนต.ค.ที่ผ่านมา นโยบายการคลังของญี่ปุ่นมีความรับผิดชอบและยั่งยืนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่นโยบายขยายตัว และตัวเลขทางเศรษฐกิจสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน พร้อมระบุว่า ญี่ปุ่นมีการพึ่งพาการออกตราสารหนี้ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี ขณะที่รายได้จากภาษีเพิ่มขึ้น และยังมีระดับการขาดดุลการคลังต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งเจ็ด (G7) ซึ่งล้วนเป็นหลักฐานสนับสนุนมุมมองของรัฐบาลว่า นโยบายการคลังของประเทศยังคงมีความรับผิดชอบและยั่งยืน “ดิฉันอยากให้ทุกคนในตลาดใจเย็นลง”

 

*** Netflix รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 โดยรวมดีกว่าคาดการณ์ของวอลล์สตรีท แต่ให้มุมมองเชิงระมัดระวังต่อแนวโน้มในช่วงเดือนข้างหน้า โดยระบุถึงค่าใช้จ่ายด้านการผลิตรายการที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนจากการปิดดีลเข้าซื้อกิจการของ Warner Bros. โดยบริษัทมีแผนเพิ่มงบลงทุนด้านภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์อีก 10% ในปี 2026 พร้อมเดินหน้าตามแผนเข้าซื้อธุรกิจสตูดิโอและสตรีมมิ่งของ Warner Bros. ซึ่งจะเป็นการรวม 2 บริษัทบันเทิงรายใหญ่ของโลกเข้าไว้ด้วยกัน โดยในปีที่ผ่านมา Netflix ใช้งบด้านคอนเทนต์ราว 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเกือบ 8% แตะระดับมากกว่า 325 ล้านราย โดยรายงานรายได้ไตรมาส 4 อยู่ที่ 12,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรต่อหุ้น 56 เซนต์ ซึ่งทั้ง 2 ตัวเลขสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ขณะที่รายได้ตลอดทั้งปี 2025 อยู่ที่ 45,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า

 

*** ดาริโอ อาโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Anthropic ระบุว่า การขายชิปปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงให้กับจีน เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่มีนัยด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างรุนแรง ท่ามกลางการที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังผ่อนคลายข้อจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงไปยังจีน และเปิดทางให้ Nvidia สามารถจำหน่ายชิปประมวลผลรุ่น H200 ให้กับจีนได้ โดยชี้ว่า การจัดส่งชิปเหล่านี้จะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ พร้อมระบุว่าเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลและเปรียบเทียบว่า ไม่ต่างจากการขายอาวุธนิวเคลียร์ให้เกาหลีเหนือ

 

*** หุ้นกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในวันอังคาร ท่ามกลางแรงขายในตลาดโดยรวม ขณะที่นักลงทุนรอดูว่าเส้นตายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันเดียวกัน สำหรับการบังคับใช้เพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ 10% จะมีผลจริงหรือไม่ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า เพดานดอกเบี้ยที่เสนอจะช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคทั่วไป ขณะที่ธนาคารเตือนว่ามาตรการดังกล่าวอาจทำให้สินเชื่อลดลง เนื่องจากสถาบันการเงินไม่สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สะท้อนความเสี่ยงของสินเชื่อบัตรเครดิตซึ่งเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันได้อย่างเหมาะสม

 

ราคาหุ้น JPMorgan Chase ปรับตัวลดลง 3.1% ขณะที่ Citigroup ร่วง 4.4% และ Wells Fargo ลดลง 1.9%

 

 

*** เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ออกมาปกป้องผลงานทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างเข้มข้น พร้อมหยิบยกแนวคิดการเปิดให้เข้าถึงตลาดภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความไม่สมดุลด้านการค้า โดยรองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นผู้ดูแลนโยบายเศรษฐกิจและหัวหน้าคณะเจรจาการค้าของจีน ใช้เวทีในงานประชุม World Economic Forum (WEF) เพื่อคลายความกังวลเกี่ยวกับกระแสการส่งออกจำนวนมหาศาลจากจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก

 

จีนซึ่งมียอดเกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา มองตนเองว่าเป็น “หุ้นส่วนทางการค้า ไม่ใช่คู่แข่งของประเทศอื่น ๆ เราไม่เคยแสวงหาการเกินดุลการค้า นอกจากการเป็นโรงงานของโลกแล้ว เรายังหวังที่จะเป็นตลาดของโลกด้วยเช่นกัน”

 

*** จีน กำลังวางแผนออกมาตรการใหม่เพื่อส่งเสริมการบริโภคในภาคบริการ โดยคาดหวังว่าบริการด้านการดูแลผู้สูงอายุ สาธารณสุข และการพักผ่อนหย่อนใจ จะช่วยชดเชยความต้องการซื้อสินค้าที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าความสำเร็จของแผนดังกล่าว จะขึ้นอยู่กับการยกระดับรายได้ครัวเรือนและการเสริมสร้างระบบสวัสดิการสังคมเป็นสำคัญ

 

รัฐบาลจีนมองว่า ภาคบริการซึ่งใช้แรงงานเข้มข้น เป็นกุญแจสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่การขับเคลื่อนด้วยการบริโภค ภายใต้ความพยายามลดการพึ่งพาการลงทุนขนาดใหญ่และการส่งออก ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมของการเติบโตทางเศรษฐกิจจีน โดยทางการมีแนวโน้มจะเปิดเผยมาตรการจูงใจใหม่ ผ่อนคลายอุปสรรคด้านการเข้าสู่ตลาด และเพิ่มการลงทุนในภาคส่วนที่มีศักยภาพเติบโตสูง เพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างด้านอุปทาน อย่างไรก็ดี ที่ปรึกษานโยบายและนักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่า การปฏิรูปเชิงลึกเพื่อยกระดับรายได้ประชาชนและเสริมความแข็งแกร่งของระบบประกันสังคม ยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาด

 

*** China Vanke ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหนี้เพียงพอในการขยายระยะเวลาชำระหนี้ของตราสารหนี้สกุลเงินหยวนออกไปอีก 1 ปี หลังปรับปรุงข้อเสนอเดิมด้วยการจ่ายเงินสดล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาจะผิดนัดชำระหนี้ในระยะใกล้ ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น ผู้ถือพันธบัตร China Vanke มูลค่า 1,100 ล้านหยวน (ประมาณ 158 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่ใช้สิทธิ์ขายคืน (Put option) จำนวน 92.11% ลงมติเห็นชอบแผนขยายเวลาชำระหนี้ฉบับแก้ไข

 

ภายใต้ข้อเสนอดังกล่าว ว่านเค่อจะชำระคืนเงินต้น 40% ของยอดหนี้ 1,030 ล้านหยวนให้กับนักลงทุนกลุ่มนี้ โดยจะจ่ายในวันที่ 30 ม.ค. ส่วนยอดที่เหลือจะเลื่อนการชำระออกไปจนถึงวันที่ 22 ม.ค.ปีหน้า

 

*** บริษัทจีนรายใหญ่หลายแห่งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง กำลังเร่งซื้อหุ้นคืนของตนเอง เพื่อพยุงความเชื่อมั่นของนักลงทุน ท่ามกลางราคาหุ้นที่เริ่มอ่อนแรงลง โดย Xiaomi ได้เข้าซื้อหุ้นคืนแทบทุกวันทำการในปี 2026 หลังจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้ใช้เงินมากกว่า 3,200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ไปกับการซื้อหุ้นคืนเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งถือเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี

ขณะที่ Tencent Holdings Ltd. และ Kuaishou Technology ก็เดินหน้าในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ กระแสการซื้อหุ้นคืน ยังขยายไปนอกภาคเทคโนโลยี สู่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นที่ราคาหุ้นถูกกดดัน โดย Pop Mart ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จากสัญญาณความต้องการของเล่น Labubu ที่อ่อนตัว ได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2024 ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างมากเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ขณะที่ Geely Automobile Holdings Ltd. ก็มีความเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกัน

 

*** รัฐบาลสหราชอาณาจักรอนุมัติการก่อสร้างสถานเอกอัครราชทูตจีนแห่งใหม่ในกรุงลอนดอน ยุติกระบวนการที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ซึ่งสร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ทวิภาคี และปูทางให้นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เตรียมเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในสัปดาห์หน้า โดยการตัดสินใจดังกล่าว เปิดทางให้จีนเดินหน้าก่อสร้างสถานทูตซึ่งจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป บนพื้นที่โรงกษาปณ์เก่า ใกล้ย่านซิตี้ออฟลอนดอน ขณะเดียวกัน อังกฤษคาดหวังว่าสถานเอกอัครราชทูตของตนในกรุงปักกิ่ง จะสามารถปรับปรุงและพัฒนาได้เช่นกัน โดยสตาร์เมอร์มีแผนพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ในช่วงปลายเดือนนี้

 

*** สหภาพยุโรป มีแผนทยอยยุติการใช้ชิ้นส่วนและอุปกรณ์จากซัพพลายเออร์ที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงในภาคส่วนสำคัญ โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบริษัท Huawei ของจีน ซึ่งคาดว่าจะเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้

 

มาตรการดังกล่าวถูกร่างขึ้นโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ภายใต้การปรับปรุงกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ของสหภาพยุโรป หลังจำนวนการโจมตีทางไซเบอร์และแรนซัมแวร์เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับความกังวลที่มากขึ้นเกี่ยวกับการแทรกแซงจากต่างชาติ การจารกรรม และการพึ่งพาซัพพลายเออร์เทคโนโลยีที่อยู่นอกสหภาพยุโรป ในช่วงที่ผ่านมา ยุโรปได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเทคโนโลยีจากจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเยอรมนีเพิ่งแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเพื่อทบทวนนโยบายการค้าต่อจีน และได้สั่งห้ามการใช้ชิ้นส่วนจากจีนในเครือข่ายโทรคมนาคม 6G ในอนาคต

 

*** First Eagle Investment Management มองว่า หุ้นเกาหลีใต้ยังคงน่าลงทุน แม้ตลาดจะปรับขึ้นแรงทำสถิติใหม่ โดยแรงขับเคลื่อนจากการปฏิรูปภาคธุรกิจตามแนวทางของญี่ปุ่น คาดว่าจะช่วยสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยดัชนี Kospi ขยับเข้าใกล้ระดับ 5,000 จุด ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ตั้งไว้ระหว่างการหาเสียงเมื่อปีที่แล้ว หลังจากการปรับขึ้นอย่างร้อนแรงที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม First Eagle ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความน่าสนใจในการลงทุนคือ การปฏิรูปเชิงนโยบาย “เนื่องจากเกาหลีใต้ได้เห็นญี่ปุ่นผ่านกระบวนการนี้มาแล้ว จึงสามารถข้ามขั้นตอนลองผิดลองถูกไปได้บางส่วน ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้นได้เร็วกว่า”

 

*** ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ราคาเงิน (ซิลเวอร์) ขยับเข้าใกล้จุดสูงสุดตลอดกาล ท่ามกลางวิกฤตที่ทวีความรุนแรงเกี่ยวกับกรีนแลนด์ และความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

 

ณ เวลา 07.59 น. ตามเวลาสิงคโปร์ ราคาทองคำสปอตเพิ่มขึ้น 0.3% อยู่ที่ 4,775.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงินเพิ่มขึ้น 0.3% อยู่ที่ 94.8940 ดอลลาร์สหรัฐ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ของบลูมเบิร์กลดลง 0.1% หลังจากร่วงลงไปแล้ว 0.5% ใน 2 วันก่อนหน้า ส่วนแพลทินัมปรับลดลงเล็กน้อย ขณะที่แพลเลเดียมทรงตัว

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju