บล.เมย์แบงก์ เผยกลุ่มค้าปลีกยังมีแรงกดดันจากการบริโภค ชี้ฟื้นตัวช้า หลังไร้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แนะนำ CPALL-MOCHI บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์ แนวโน้มปี 2569 : การฟื้นตัวของการบริโภคยังเปราะบาง ว่า กลุ่มค้าปลีกยังเผชิญแรงกดดันจากการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ เนื่องจากยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดขายสาขาเดิม (SSSG) ในปีนี้ จะเริ่มฟื้นตัวเล็กน้อยจากฐานที่ต่ำ โดยได้แรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยมากขึ้น 
ทั้งนี้ ยังคงมุมมอง เท่าตลาด ต่อกลุ่มค้าปลีก การปรับลด Valution (de-rating) เกิดขึ้นเร็วและมากกว่าการปรับลดลงของ ROE เราชอบ CPALL จากกำไรที่มีความแข็งแกร่งต่อเนื่อง ROE อยู่ในระดับสูง และมูลค่าหุ้นที่น่าสนใจ ขณะที่ MOSHI เด่นด้านการเติบโตของกำไร ROE สูง และยังมีอัพไซด์จากโอกาสในการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล อย่างไรก็ตาม คาดว่าจีดีพีไทยและการบริโภคภาคเอกชนในปีนี้ จะชะลอลงมาอยู่ที่ 1.7% / 1.7% จาก 2.1% / 2.5% ในปีที่ผ่านมา แม้การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. อาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้บ้างในระยะสั้น แต่ผลกระทบคาดว่าจะจำกัด เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังต้องรอรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะจัดตั้งได้ราวเดือน พ.ค. นี้ โดยมองว่า SSSG ของกลุ่มค้าปลีกจะปรับดีขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 จากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และสภาพอากาศที่ดีขึ้น โดยอุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณฝนที่ลดลงจากการอ่อนกำลังของลานีญา คาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าและความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ โดยเฉพาะสินค้าคลายร้อน ทั้งนี้ คาด SSSG เฉลี่ยของกลุ่มในปีนี้ อยู่ที่ 0.7% จากติดลบ 1.4% ในปีที่ผ่านมา โดย MOSHI มีแนวโน้มโดดเด่นที่สุด ด้วย SSSG ราว 3% รองลงมาคือ MRDIYT , Mega HOME และ 7-Eleven ขณะที่ Thai Watsadu และ Big C ยังมีแนวโน้มติดลบ ผู้ประกอบการค้าปลีกยังคงเดินหน้าขยายสาขาในทุกฟอร์มแมตตลอดปี 2569 โดยกลุ่มค้าปลีกไลฟ์สไตล์ (MOSHI , MRDIYT) คาดว่าจะขยายสาขามากที่สุดที่ 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รองลงมาคือกลุ่มสินค้าปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน (HI) ที่ 8% ทั้งนี้ คาดว่ากำไรหลักของกลุ่มค้าปลีกในปีนี้จะเติบโต 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 6.7 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง พบว่า Valuation de-rating ของกลุ่มค้าปลีกมีความรุนแรงมากกว่าการลดลงของ ROE ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกดมูลค่าหุ้นลงจากการรับรู้ความเสี่ยงที่สูงขึ้นมากกว่าปัญหาพื้นฐานของธุรกิจโดยตรง แม้ในระยะสั้น ROE ยังมีแนวโน้มอ่อนตัวต่อ แต่เรามองว่า การปรับลดค่า P/E มีจำกัด เนื่องจากความเสี่ยงด้านกำไรได้ถูกสะท้อนไปในราคาหุ้นค่อนข้างมากแล้ว โดยมูลค่าหุน้มักจะเริ่มทรงตัวก่อนที่กำไรจะผ่านจุดต่ำสุด ซึ่งบ่งชี้ว่า โอกาสผลตอบแทนต่อความเสี่ยงเริ่มดีขึ้น ทั้งนี้ คงมุมมอง “เท่าตลาด” ต่อกลุ่มค้าปลีก สำหรับหุ้นเด่น ยังเลือก CPALL และ MOSHI โดย CPALL เด่นจากโมเดลร้านสะดวกซื้อที่ขยายสาขาได้ต่อเนื่อง ซื้อขายที่ P/E ปี 2569 เพียง 12.1 เท่า ต่ำกว่าคาดเฉลี่ยระยะยาว 10 ปีถึง -2SD กำไรมีความแข็งแกร่งและ ROE สูงที่ 20.1% ส่วน MOSHI โดดเด่นด้านการเติบโตโดยมีกำไรต่อหุ้นเติบโตเฉลี่ย 3 ปี สูงถึง 18.4% และมี ROE สูงถึง 25.4%  
|