ธปท.จ่อคุมซื้อขายทองผ่านแอปฯที่เป็นเงินบาท เตรียมออกประกาศ 2 ฉบับ ภายใน 29 ม.ค.นี้ บังคับ 15 แอปฯ รายงานธุรกรรม - กำหนดเพดานซื้อขาย 50-100 ล้าน/วัน ย้ำไม่กระทบรายย่อย-ไม่คุมแอปดอลลาร์ แจงทองคำ-เงินทุนไหลเข้า กดดันค่าเงินบาทหลุด 31 บาท/ดอลล์ แนะต้องคิดรอบคอบหากเปลี่ยน Inflation Targeting เป็น Exchange rate targeting นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภายในเดือน ม.ค.นี้ ธปท.จะออกประกาศเจ้าพนักงาน รวม 2 ฉบับ 2 ครั้ง ประกอบด้วย 
ประกาศฉบับที่ 1 ให้ส่งข้อมูล โดยออกประกาศดังกล่าวจะมีผลเฉพาะ Application 15 App ที่มีการซื้อขายเป็นเงินบาทเท่านั้น จะต้องนำส่งข้อมูล เช่น ข้อมูลว่า ใครซื้อ ใครขาย เกินจุดที่ธปท.ต้องการเข้าไปมอนิเตอร์ เช่น 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อขายต่อวัน จะต้องส่งข้อมูลให้ธปท.เห็น เนื่องจากมีผลกระทบต่อค่าเงิน “เราพูดถึงการซื้อที่เป็น Application ที่ซื้อขายในรูปเงินบาท โดยยืนยันว่า ไม่ได้ควบคุม App ที่เป็นดอลลาร์ และไม่ได้ควบคุมการซื้อขายหน้าร้านทอง โดยมีสัดส่วนประมาณ 30-40% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งประเทศในแต่ละวัน ซึ่งจะทำให้ธปท.มีฐานข้อมูลที่เพียงพอ ในการออกคำสั่งที่เข้มงวดต่อไป”นายวิทัย กล่าว สำหรับประกาศฉบับ 2 ประกาศเจ้าพนักงาน โดยการออกการควบคุม เช่น กำหนดลิมิตว่า ในแต่ละวันสามารถซื้อขายบน App บาท ห้ามเกินกี่ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันคาดว่าจะอยู่ที่ 50-100 ล้านบาทต่อคนต่อวัน โดยไม่นับรวมคนที่ซื้อก่อนจะมีการประกาศฉบับดังกล่าว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวนั้น คาดว่าจะใช้เวลา 1 เดือนหลังออกประกาศ เนื่องจากจะต้องให้ผู้ค้าทองมีการทำระบบด้วย ซึ่งอาจจะเริ่มบังคับใช้ 1 มี.ค. เป็นต้น “ประกาศที่ออกมานั้น จะไม่นับกับกลุ่มคนที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ ไม่เช่นนั้น จะเป็นการตัดสิทธิว่า ทำให้คนที่ซื้อก่อนหน้าขายไม่ได้ เพราะมันเป็นสต๊อกเดิม โดยยืนยันว่า เฉพาะ App ที่เป็นเงินบาทเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการซื้อ App ที่เป็นดอลลาร์ และขอให้มั่นใจว่าไม่กระทบกับรายย่อยและคนที่มีของอยู่แล้วอย่างแน่นอน สำหรับปัจจุบันจากการขอความร่วมมือ พบว่า คนที่เทรดเกิน 50 ล้านบาทต่อวันมีจำนวนคน สัดส่วน 1% นิดๆ เท่านั้น”นายวิทัย กล่าว ทั้งนี้ การออกประกาศดังกล่าว หรือ การเข้าไปดูแลทองคำนั้น สิ่งที่จะได้คือ ผลกระทบต่อค่าเงินบาท ที่แข็งอยู่แล้วและแข็งขึ้นไป และอีกส่วนจะได้การป้องปรามเรื่องทุนเทาในอนาคต เนื่องจากไม่ได้มีการทำย้อนกลับสำหรับบุคคลที่ซื้อมาแล้วก่อนหน้า - รับบาทแข็งค่า จากทองคำ-เงินไหลเข้า
สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาท ยอมรับว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าวันนี้หลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ มาจาก 2 ปัจจัย ดังนี้ 1.ทอง โดยที่ผ่านมามี flow ขายดอลลาร์จากร้านทอง 35% และ 2.มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในประเทศ หรือ Non-resident ที่เข้ามาลงทุน หรือ เข้ามาทำธุรกิจในไทย ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น จาก Fundamental และจาก flow ขายดอลลาร์ จากร้านทองด้วย ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ยังเป็นผลจากเงินที่เข้ามาลงทุนในประเทศ Non-resident ที่เข้ามาลงทุนในหุ้น ซึ่งมีผลทำให้มี flow ของเงินเข้ามาซึ่งไม่สามารถดำเนินการใดได้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจผิดว่า ธปท.สามารถดำเนินการเรื่องเงินบาทได้ตลอดเวลา หรือ ธปท.คุมค่าเงิน โดยยืนยันว่า การแลกเปลี่ยนซื้อดอลลาร์ขายดอลลาร์ต่อบาท ซื้อบาทขายบาท เป็นตลาดเสรี โดยธปท.ไม่ได้อยู่ในตลาด ซึ่งเป็นการซื้อขายในตลาด ดังนั้น ร้านเงิน แบงก์พาณิชย์ที่ซื้อขายดอลลาร์ก็เป็นการซื้อขายกันเอง ธปท.จะเข้าไปอยู่ในตลาดเมื่อต้องการซื้อ หรือ ขายดอลลาร์ จากการเข้าไปแทรกแซง หรือ intervene ตลาด เช่น เห็นดอลลาร์แข็งค่าเร็วผิดปกติ เป็นต้น “เวลาพูดถึงบาทแข็งบาทอ่อน หลักๆมาจาก 3 ส่วน คือ 1.fundamental 2. Flow หรือเงินไหลเข้า และ 3. การแทรกแซง (intervention) โดยปัจจัยที่มีน้ำหนักจริงคือ Fundamental ดอลลาร์อ่อนเป็นเทรนด์โลกที่ เพราะเฟดลดดอกเบี้ย คนกังวลเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้น สงคราม ที่ทำให้ความมั่นใจต่อดอลลาร์ลด ดอลลาร์ก็อ่อน บาทก็แข็งโดยสภาพ ซึ่งตัวนี้เป็นตัวหลักที่กดดันอยู่ตลอดเวลา ถ้าถามว่า บาทแข็งจากทองหรือไม่ ในยามปกติ Fundamental คือตัวกำหนดทำให้บาทแข็ง แต่ทองเป็นตัวขยายความที่ทำให้บาทแข็งเกินจริงไปอีก และมีผลมากในวันที่ทองขึ้นและบาทแข็ง เช่น 2-3 วันที่ผ่านมา มีบาทแข็งจาก flow ขายดอลลาร์ จากร้านทอง 35% ขณะที่ธ.ค. 45%”นายวิทัย กล่าว สำหรับการเข้าไปดูแลค่าเงินบาท ทำได้ 2 เรื่อง คือ 1.ใส่ข้อจำกัดบางอย่าง เช่นใครจะนำดอลลาร์เข้าประเทศเกิน 200,000 ดอลลาร์จะต้องตรวจแหล่งที่มาของรายได้ 2.ตรวจร้านทองที่มาทำธุรกรรม ขายดอลลาร์ซื้อบาท โดยจะต้องมีใบขายทองจริง - แนะต้องคิดรอบคอบ หากปรับ Inflation Targeting เป็น Exchange rate targeting
ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอให้เปลี่ยนกรอบเป้าหมายจากการใช้ การกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) เป็น เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate targeting) เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่จะต้องคิดให้รอบคอบว่า เปลี่ยนจาก Inflation Targeting เป็น Exchange rate targeting ทั้ง 2 ข้างมีข้อดีข้อเสีย ซึ่งจะต้องคิดวิเคราะห์ด้วยความระมัดระวัง และต้องประเมินว่าข้อด้อยของ Inflation Targeting ในปัจจุบัน มันด้อยมากจนจำเป็นต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบใหม่ไหม และระบบใหม่มีข้อด้อยอย่างอื่นแน่นอน ซึ่งข้อด้อยนั้น มัน impact น้อยกว่า ข้อด้อยของ Inflation ปัจจุบันหรือไม่ “เรื่องนี้ต้องคิดรอบคอบด้วยความระมัดระวัง เราไม่ได้เหมือน ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งเป็น trading country มากๆ ขณะเดียวกันจะต้องดูความสามารถด้วย สมมติจะเปลี่ยนเป็น Exchange rate targeting คุณจะคุม Exchange จะต้องมีความสามารถในการยันมากๆ มันมีข้อดีข้อเสีย ต้องค่อยๆคิด”นายวิทัย กล่าว 
|