ตลท. ประกาศแผน 3 ปี (ปี 69-71) วางกลยุทธ์เร่งยกระดับตลาดทุนทุกมิติ หวังฟื้นความเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสลงทุนด้วยสินค้าใหม่ เดินหน้าผลักดัน CG บจ.และทบทวนเกณฑ์ต่าง ๆ คาดโครงการ JUMP+ เริ่มโรดโชว์ไตรมาส 2/69 แย้มเล็งขอ ก.ล.ต. ออก Cryto ETF- Cryto Futures คาดชัดเจนภายในปีนี้ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าตลาดหลักทรัพย์ฯประกาศแผนกลยุทธ์ระยะ 3 ปีข้างหน้า (ปี 69-71) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โดยจะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness), การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity), การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆให้ทุกภาคส่วน - ชูแผน 3 ปี ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก
โดยแผนงานกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯในระยะ 3 ปี (ปี 69- 71) ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ 1.รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence) การดึงดูดฟันด์โฟลว์ โดยผนึกกำลังกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังปี 68 สภาพคล่องปรับลดลงจากหลายปัจจัยที่กดดัน โดยจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่ Bond Connect Platform, Crypto ETF พร้อมขยาย DR และ L&I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่างๆที่มีความต้องการที่หลากหลาย ควบคู่การพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ให้เป็นศูนย์รวมพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวกผู้ลงทุน นอกจากนี้เตรียมจัดโรดโชว์ในประเทศและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศควบคู่ไปกับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ ยกระดับบริษัทจดทะเบียนด้วยคุณภาพ ผนึกหน่วยงานกำกับฯ ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยและผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้ พร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย ขณะเดียวกันมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ.ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ในโครงการ JUMP+ ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านบรรษัทภิบาลของ บจ. ไทย รุก TFEX เสริมกลยุทธ์ลงทุน: ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง สร้างกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน เช่น ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น (Short-dated products) Crypto-based product เป็นต้น ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องทางการซื้อขายผ่านการทำงานของ Market Maker และ Professional Trader พร้อมร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศขยายฐานผู้ลงทุนในวงกว้าง 
2.ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders) สร้าง SET Climate Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ. รวมถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน รวมทั้งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access โดยการนำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล 3.เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ โดยจะมีการพัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 70 เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer, e-Proxy, e-Document, Investor Portal วางรากฐานพัฒนาคน ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน "ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งหวังว่าการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ทั้ง 3 ด้าน จะช่วยให้ตลาดทุนไทยกลับมามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าสู่ตลาดทุน และสร้างโอกาสการลงทุนที่ยั่งยืนอย่างทั่วถึงสำหรับทุกคน" นายอัสสเดช กล่าว - ชี้ ตลท.ต้องดุดันมากขึ้น เล็งผลักดันเรื่อง CG บจ.-ทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆภายใน 6 เดือน
นายอัสสเดช กล่าวต่อว่า บทบาทในปี ทีมตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องดุดันมากขึ้น เพราะดูตัวอย่างโครงการ JUMP+ จากประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้จัดการตลาดหุ้นญี่ปุ่นออกไปโรดโชว์และชี้แจงว่าบริษัทไหนทำหรือบริษัทไหนไม่ทำ เพื่อสร้างความกดดันและคิดว่าเราต้องกล้าในการทำเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งต้องขอชื่นชม 110 บจ.ที่ปัจจุบันได้เข้ามาร่วมโครงการ JUMP+ มาก เพราะกล้าที่จะออกมาจาก Safe Zone และพัฒนาแผนที่จะออกมาสื่อสารให้ผู้ลงทุนได้รับทราบ ทั้งๆที่มีปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหลายอย่างที่อาจเกิดขึ้น ส่วนด้าน CG แม้การกำกับดูแลจากหนักแน่นมาโดยตลอด แต่สิ่งที่กำลังคิดจะทำคือการเดินไปเคาะประตูทุกบริษัท เพื่อให้ทุกบริษัทรับทราบถึงหน้าที่ในการเป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียนและความเสี่ยงคืออะไร ขณะที่ด้านกฎเกณฑ์ในตลาดทุนก็ต้องดุดันเหมือนกัน เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯออกเกณฑ์ใหม่ๆจำนวนมาก ซึ่งตอบโจทย์นักลงทุนไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทำให้ต้องมานั่งพิจารณาเกณฑ์ที่ออกมาทั้งหมดเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนโดยรวมหรือไม่ โดยปัจจุบันทีมตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังศึกษาข้อมูลและมีอาจารย์จากภายนอกมาช่วยสื่อสารด้วย เพื่อมาดูว่ากฎเกณฑ์ที่มีกว่า 20 กฎ ควรจะปรับเปลี่ยนอะไรบ้างเเพื่อให้ตอบโจทย์นักลงทุนโดยรวมจริงๆ "แผนทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆเพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน โดยจะพิจารณาในทุกกฎเกณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น HFT,Uptick Rule, Dynamic Price Band เป็นต้น ว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร เพื่อสร้างความสมดุลให้เหมาะสม ครบถ้วนต่อภาวะตลาดในปัจจุบัน คาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนได้ภายใน 6 เดือนแรกของปีนี้" ขณะเดียวกันการแก้ไขเกณฑ์เพื่อดึงบริษัทนอกประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย หรือ New Economy ปัจจุบันได้ทำงานร่วมกับทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และพูดคุยกับทางชมรมวาณิชธนกิจ หรือ IB Club รวมถึง Venture Capital วางกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดบริษัทที่น่าสนใจหรือทำให้บริษัทสตาร์ทอัปเข้าถึงแหล่งเงินทุน - วางเป้าปีนี้ เน้นเพิ่มสภาพคล่อง - คุณภาพหุ้น IPO ดัน JUMP+ เริ่มโรดโชว์ใน Q2/69
เป้าหมายในแง่ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนใหม่ (IPO) และปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ฯนั้น ทางคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (บอร์ด) ไม่ต้องการให้มีตัวเลขชัดเจน เนื่องจากเป็นความสมดุลระหว่างคุณภาพและปริมาณ แต่อย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์ฯก็มีความต้องการให้มีสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกัน IPO ก็จะเน้นไปทางคุณภาพ ทั้งบริษัทที่จะเข้ามาจดทะเบียน และกฎเกณฑ์การกระจายหุ้น IPO ให้มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่จะให้ความสำคัญที่สุด สำหรับการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องหรือการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยที่ลดลง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินโครงการ JUMP+ เสริมศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมี บจ. ที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 110 บริษัทแล้ว คิดเป็นมาร์เก็ตแคปรวมประมาณ 4 แสนล้านบาท และจะขยายระยะเวลาสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 31 มี.ค.69 ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะเห็นภาพชัดเจน หรือเห็นแผนเป็นรูปธรรม และสามารถสื่อสารกับนักลงทุนได้ในไตรมาส 2/69 ส่วน Bond Connect Platform เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลง่ายขึ้น โดยมี 15 บริษัทหลักทรัพย์เข้าร่วม คาดเริ่มเปิดซื้อขายในไตรมาส 1/69 พร้อมพัฒนาระบบรองรับ G-Token นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ปรับลดค่าความเสี่ยง (Risk Charge) สำหรับการลงทุนในหุ้นไทยจาก 25% เหลือ 18% เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและศักยภาพให้บริษัทประกันนำเงินลงทุนเข้าตลาดทุนได้มากขึ้น ส่วนของการแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง ในหุ้นนอก SET100 หรือหุ้นขนาดเล็ก ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างศึกษาในเรื่องของ ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ซึ่งอิงจากตลาดต่างประเทศที่มี Market Maker ที่เข้ามาช่วย ไม่ใช่แค่ด้านสภาพคล่องในหุ้นขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันต้องสร้างสภาพคล่องในหุ้นขนาดเล็กด้วย ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ฯเองในการหา Market Maker มาช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับบริษัทเหล่านี้ และในเวลาเดียวกันการสื่อสารเรื่องข้อมูลก็สำคัญ ก็มีแผนนำเทคโนโลยีเข้ามาวิเคราะห์ หรือเผยแพร่ข้อมูลของบริษัทขนาดเล็ก ให้มากขึ้นได้อย่างไร โดยอยู่ระหว่างศึกษาจากตลาดหุ้นญี่ปุ่น - ยืนยันตลาดทุนไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน
นายอัสสเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันว่าตลาดทุนไทยไม่ใช่แหล่งฟอกเงิน และนักลงทุนต่างชาติก็ไม่ได้มองตลาดทุนไทยว่าเป็นแหล่งฟอกเงินด้วย ขณะที่ยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจน มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการปลุกประเด็น กระแสเพื่อเรียกร้องความสนใจมากกว่า “ทุนเท่าที่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจของไทย มองว่ากว่าจะมาถึงบริษัทจดทะเบียน หรือตลาดทุนไทย น่าจะเป็นปลายน้ำแล้ว อย่างไรก็ดีเราพร้อมให้ความร่วมมือ หากมีข้อมูลที่มองว่าเป็นประโยชน์ในการดำเนินการของทุกสำนักงานของรัฐ แต่ทุกวันนี้ ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาขอข้อมูลอะไรจากตลาดหลักทรัพย์ฯ” นายอัสสเดช กล่าว นอกจากนี้ด้าน Corporate Governance หรือ การกำกับดูแลกิจการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่เบื้องต้นอาจจัดทำเป็นคลิปวิดิโอ เพื่อง่ายต่อการสื่อสาร หรือทีมงานออกไปพรีเซนต์ สร้างความเข้าใจให้กับบริษัทจดทะเบียน แต่การคัดเลือกบริษัทอาจจะต้องคัดเลือก เนื่องจากมีบริษัทจดทะเบียนค่อนข้างมาก - เล็งโรดโชว์ฮ่องกงและสิงคโปร์ หวังดึงดูดทุนต่างชาติ -เปิดตัวแอปใหม่
นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่าปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯเตรียมจัดโรดโชว์ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านการผลักดันบริษัทจดทะเบียนให้ออกไปเจอกับนักลงทุนเพื่อสื่อสารกับนักลทุนมากขึ้นโดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชันของตลาดหลักทรัพย์ฯที่จะรวมทุกการลงทุนไว้ในแอปพลิเคชันเดียว เพี่อสร้างโอกาสการลงทุนที่หลากหลายและให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะมีการเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ได้ภายในปีนี้ “การไปโรดโชว์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมุ่งเน้นที่ ฮ่องกงและสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางด้านการเงินเป็นหลัก โดยคาดว่าจะเริ่มเดินสายหลังจากเลือกตั้งชัดเจนหรือรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก่อน และมีนโยบายที่ชัดเจน ถึงจะออกไปเล่าให้นักลงทุฟังวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดใหม่เป็นอย่างไร และจะส่งผลอย่างไรต่อตลาดทุนไทย ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2 ของปีนี้ เป็นต้นไป ” นายนายสรวิศ กล่าว - เล็งขอ ก.ล.ต. ออก Cryto ETF- Cryto Futures คาดชัดเจปีนี้
ตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการออก Crypto ETF และ Crypto Futures เพื่อขยายฐานผู้ลงทุนกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งคาดว่าน่าจะเห็นความชัดเจนได้ในปีนี้ |