LH กางแผนธุรกิจปี 69 ยอดขาย 15,000 ล้านบาท ยอดโอน 17,000 ล้านบาท เปิด 2 โครงการใหม่ มูลค่า 3,660 ล้านบาท ขยายโรงแรม Grande Centre Point พัทยา เพิ่มอีก 1 แห่ง จัดงบลงทุน 4,500 ล้านบาท ซื้อที่ดิน - ลงทุนอสังหาฯให้เช่า พร้อมคุมหนี้-บริหารเงินสด รับมือเศรษฐกิจโตต่ำ หวังแรงหนุนท่องเที่ยวฟื้น นายอาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เปิดแผนธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้าหมายยอดขาย (Bookings) 15,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท ส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 9,900 ล้านบาท โดยวางแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับราคา 60-100 ล้านบาท และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา-วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-13 ล้านบาท มูลค่ารวมของโครงการใหม่ประมาณ 3,660 ล้านบาท 
ปัจจุบัน จำนวนโครงการที่ดำเนินการมีทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบ 63 โครงการ มูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนได้ในช่วงกลางไตรมาส 4 บริษัทได้เตรียมงบลงทุน ประมาณ 4,500 ล้านบาท สำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท และในเดือน ตุลาคมนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวโรงแรมใหม่ อีก 1 แห่ง คือ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Grande Centre Point Space Pattaya โดยเป็นโรงแรมขนาด 494 ห้อง พร้อมทั้งสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point ตามด้วย Grande Centre Point Chinatown ที่วางแผนเปิดในปี 2571 บริษัทฯ มีแผน ที่จะขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่ง และโครงการในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง เข้ากอง REIT นอกจากนี้ คาดว่าจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนด และคาดว่า ณ สิ้นปี 2569 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิจะลดลงอยู่ในระดับประมาณ 1 เท่า สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าในประเทศไทย ดำเนินงานภายใต้ชื่อบริษัท แอลเอชมอลล์แอนด์โฮเทล (LHMH) และธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา ดำเนินงานภายใต้ชื่อบริษัท แอลเอชยูเอสเอ (LHUSA) ประกอบด้วยโรงแรม ห้างสรรพสินค้า อพาร์ตเมนต์ และพื้นที่สำนักงานให้เช่า รายละเอียดของโครงการทั้งหมดที่แสดงเป็นรายได้จากโรงแรมและค่าเช่าในงบกำไรขาดทุน - จับตาเศรษฐกิจ กดดันตลาดอสังหาฯ
ด้านนายโชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ LH กล่าวว่า ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำราว 1.5% ตามการชะลอตัวของภาคการส่งออก ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท สินเชื่อรวมยังอยู่ในภาวะหดตัวจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวกในภาคการท่องเที่ยว จากการเปิดเส้นทางการบินใหม่ที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลที่คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2568 สินค้าประเภทบ้านแนวราบ ซึ่งได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทฯ โดยมีสัดส่วน 87% ของยอดขาย ที่เหลืออีก 13% เป็นสินค้าคอนโดมิเนียม และจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ยอดขายคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไตรมาส 2 แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ณ สิ้นปี มีโครงการคอนโดมิเนียมที่ดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท ปี 2568 บริษัทฯ มีการเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาท ลดลง 70% จากปีก่อน โดยเป็นสินค้าแนวราบทั้งหมด และมีการเลื่อนไปเปิดในปี 2569 จำนวน 1 โครงการ คือโครงการ “Nantawan Prestige ราชพฤกษ์ - พรานนก” มูลค่า 2,200 ล้านบาท เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานบริเวณหน้าโครงการของหน่วยงานรัฐยังไม่พร้อมใช้งาน ในระหว่างปี บริษัทฯ ไม่มีการลงทุนซื้อที่ดินเพิ่มเติมสำหรับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมั่นใจว่ามีที่ดินพร้อมพัฒนาในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อแผนการดำเนินงาน - ย้ำฐานะการเงินแกร่ง ออกหุ้นกู้ 1.32 หมื่นลบ. คุมหนี้สุทธิ D/E 1.2 เท่า
นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน LH กล่าวว่า ปี 2568 ในด้านฐานะทางการเงิน ยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 13,200 ล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.16% ต่อปี เพื่อคืนหุ้นกู้เดิม และใช้หมุนเวียนในการดำเนินงาน ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิ ประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82% สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่าและบริการ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโครงการที่พัฒนาและอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทฯ ทั้งหมด 17 แห่ง ประกอบด้วยโรงแรม Grande Centre Point ที่เปิดดำเนินการ แล้ว 9 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 6 แห่ง) และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 2 แห่ง ศูนย์การค้า Terminal 21 รวม 3 แห่ง (ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง) รวมถึง อพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง ในปีที่ผ่านมา คาดว่ารายได้ทั้งปีจะลดลงประมาณ 12% จากปีก่อน เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆที่มีผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงและจากการที่บริษัทฯได้ขายทรัพย์สินให้เช่าทำให้รายได้จากตึกเหล่านั้นหายไป การเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทย สามารถเปิดดำเนินการได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้โดย ในปี 2568 บริษัทได้เปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ 2 แห่งได้แก่โรงแรม Grande Centre Point Lumphini ในเดือน เมษายน 2568 และ Grande Centre Point Prestige ในเดือนธันวาคม 2568 จากเดิมที่วางแผนเปิดไว้ในปี 2569 โดยรวมปี 2568 บริษัทฯ มีการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าและบริการ ในโรงแรม Grande Centre Point ทั้ง 4 แห่ง (Lumphini, Prestige, Voyage และ Chinatown) เป็นมูลค่าประมาณ 4,400 ล้านบาท - ชะลอเปิดโครงการใหม่ รับศก.เปราะบาง หันรุกลงทุนโรงแรม
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการ LH เปิดเผยว่า ในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา บริษัทชะลอการเปิดโครงการใหม่ เนื่องจากปัจจัยโครงสร้างเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับภาวะอุปทานในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีอยู่จำนวนมาก หากเร่งเปิดโครงการอาจไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมตลาด ส่งผลให้บริษัทปรับกลยุทธ์หันมาเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงแรมมากขึ้น สำหรับการขายสินทรัพย์โรงแรมบางส่วน เป็นไปเพื่อหมุนเงินกลับมาลงทุนในโครงการใหม่ รวมถึงรับรู้กำไรจากเงินลงทุน (Capital Gain) ขณะเดียวกันบริษัทยังคงมีรายได้จากค่าเช่าเข้ามาอย่างต่อเนื่องในระหว่างการดำเนินงาน โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภาคเอกชนยังคงเผชิญความเปราะบางจากหลายปัจจัย ทั้งระดับหนี้ครัวเรือนและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีตัวแปรที่ต้องติดตามเพิ่มขึ้น ทำให้แต่ละบริษัทต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบว่าในช่วงเวลาใดควรเดินหน้าลงทุน ควรชะลอ หรือเน้นบริหารกระแสเงินสดและรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยคาดหวังว่าภาพรวมจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง สำหรับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ มองว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจและสถานการณ์หนี้ครัวเรือน โดย LH ยังคงดำเนินธุรกิจตามแผนที่วางไว้บนพื้นฐานของการวิเคราะห์สภาพตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนอยู่ในระดับสูง 
|