การจับตาประชุมเฟดและ งบ Big Tech ในสหรัฐฯ ที่สร้างแรงเหวี่ยงให้ตลาดหุ้นทั่วโลก ท่ามกลางราคาสินค้าโภคภัณฑ์และทองคำโดดเด่น บล.เอเซีย พลัส แนะกลยุทธ์เลือกลงทุนหุ้นพื้นฐานดีที่ยัง Laggard เพื่อหลบภัยในยามกองทุนในประเทศยังมีการปรับสัดส่วนการลงทุน จากข้อมูลชอง ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) ให้มุมมองว่า ว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับ 3 แรงกดดันหลักที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การประชุม FED (28 ม.ค. 69) คาดการณ์ว่าจะ "คง" อัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ซึ่งสะท้อนว่าเงินเฟ้อเริ่มนิ่ง แต่ยังไม่ถึงเวลาลดดอกเบี้ยเพิ่ม ตลาดจะให้น้ำหนักกับแถลงการณ์ของประธาน FED เพื่อดูทิศทางในช่วงที่เหลือของปี ฤดูกาลประกาศงบ "Big Tech" การรายงานผลประกอบการของกลุ่ม MAG7 (Microsoft, Meta, Tesla, Apple) รวมถึงกลุ่มชิปและกลุ่มป้องกันประเทศ (Defense) จะเป็นตัวชี้วัดว่ามูลค่าหุ้นที่สูงอยู่ในขณะนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ หากงบออกมาแย่กว่าคาด อาจเกิดแรงเทขายรุนแรง สงครามภาษี (Tariff) ของทรัมป์ แม้ศาลฎีกาอาจเลื่อนตัดสินคดีไปวันที่ 20 ก.พ. แต่มาตรการภาษีที่ทรัมป์ใช้กดดัน จีน ยุโรป และเกาหลีใต้ ยังคงเป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นผันผวนสูง 
- Fund Flow โยกเข้าหาสินค้าโภคภัณฑ์
พฤติกรรมของนักลงทุนในขณะนี้สะท้อนความกลัว (Risk-off) โดยมีการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ถือครอง ไหลออกจากหุ้น สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินไหลออกจาก ETF หุ้นทั่วโลกกว่า 2.37 หมื่นล้านบาท ไหลเข้า Commodity เงินวิ่งเข้าหา "โลหะมีค่า" (ทองคำ, เงิน) และ "โลหะอุตสาหกรรม" (ทองแดง) ปัจจัยเสริมกลุ่มทองแดง การเปิดเหมือง Julong เฟส 2 ของ Zijin Mining (เพิ่มกำลังผลิต 57%) ตอกย้ำความต้องการทองแดงในตลาดโลกที่ยังแข็งแกร่ง - เลือกหุ้นหลบภัย ในภาวะกองทุนยังขายหนัก
แม้ต่างชาติจะเริ่มกลับมาซื้อ แต่ "กองทุนในประเทศ" ยังคงขายหนัก (Net Sell> 2.6 หมื่นล้านบาทในเดือนนี้) กลยุทธ์ที่แนะนำจึงเน้นการ "เลือกตัวเล่น" เพื่อหลบแรงขายจากสถาบัน ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้เล่นหุ้นที่ "Fund Underweight" (กองทุนถือครองน้อยกว่า 1%) เพราะโอกาสที่จะโดนเทขายซ้ำ (Force Sell/Rebalance) มีจำกัด เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกขาย กลุ่มหุ้นน่าสนใจ (Laggard/Low Fund Holding) กลุ่มนิคม/วัสดุ/อื่น ๆ: IRPC, SJWD, DELTA (ตัวประคองดัชนี) กลุ่มเกษตร/อาหาร: STA, STGT, CPAXT กลุ่มอสังหาฯ/ขนส่ง: SIRI, LH, SPALI, BA กลุ่มที่ต้องระวัง (High Fund Holding> 4%) หุ้นที่ กองทุนถือเยอะ (มากกว่า 4%) มีโอกาสถูกขายเพื่อลดสัดส่วนหรือทำกำไร กลุ่มธนาคาร: KTB, SCB กลุ่มพลังงาน/นิคม: PTT, AMATA จากข้อมูลข้างต้น สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย สรุปมุมมองสัปดาห์นี้ให้ "เน้นตั้งรับ" มากกว่าไล่ราคา โดยกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่ม Commodity และเลือกหุ้นไทยที่กองทุนถือครองน้อยเพื่อเลี่ยงแรงกดดันจากการปรับพอร์ตช่วงปลายเดือน โดยตลาดหุ้นไทยจะยัง "ผันผวนในกรอบจำกัด" ตราบใดที่กองทุนในประเทศยังขายไม่จบ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก "ถือทอง/โภคภัณฑ์" เพื่อป้องกันความเสี่ยง และเลือกซื้อหุ้นไทยที่กองทุนไม่ค่อยมีของ เพื่อ "หลบแรงเทขาย " 
|