กูรู เปิดหุ้นชุดใหญ่ รับอานิสงส์ BOI เผยยอดขอส่งเสริมการลงทุนปี 68 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รูป กูรู เปิดหุ้นชุดใหญ่ รับอานิสงส์ BOI เผยยอดขอส่งเสริมการลงทุนปี 68 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 ม.ค. 69 10:09 น.

 

นักวิเคราะห์ฯ เปิดหุ้นชุดใหญ่ รับอานิสงส์ BOI เผยยอดขอส่งเสริมการลงทุนปี 68 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.87 ล้านลบ. เติบโต +67% ชู กลุ่มนิคม - โรงไฟฟ้า - รับเหมาและวางระบบเทคโนโลยี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดดเด่น


ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า หลังจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI เปิดเผย ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า 1.87 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นถึง +67% yly และมีจํานวนโครงการา 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น +11% yly สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอุตสาหกรรมสีเขียวของภูมิภาค นักลงทุนมองว่า

 

ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนใน โลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มี คุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง การอํานวยความสะดวก ด้านการลงทุน รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับ นานาประเทศ ทําให้สามารถค้าขายกับตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก

 

จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้นักวิเคราะห์ ชั้นนำได้ออกมาประเมินถึงหุ้นที่ได้รับปัจจัยจากข้อมูลดังกล่าว หลายกลุ่มอุตสาหกรรม


5 อุตสาหกรรมที่มีการขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงสุด ได้แก่

 

1. อุตสาหกรรมดิจิทัล 746,198 ล้านบาท 151 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยบริษัทชั้นนําจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ยุโรป และ ไทย

 

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 277,645 ล้านบาท 470 โครงการ กิจการที่มีการลงทุน สูง เช่น การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบสําหรับ PCB

 

3. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 84,085 ล้านบาท 288 โครงการ เช่น โครงการผลิตรถยนต์ของอีซุซุมอเตอร์ โครงการผลิตรถจักรยานยนต์ของไทร
อัมพ์ ฯลฯ

 

4. อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 75,683 ล้านบาท 301 โครงการ ทั้งอาหารและสิ่งปรุงแต่ง อาหาร อาหารสัตว์ ฯลฯ

 

5. อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 58,396 ล้านบาท 267 โครงการ การผลิตเม็ด พลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีน การผลิตผงคาร์บอนดําชนิดที่นําไฟฟ้าสําหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และโครงการ ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ เป็นต้น


แนวโน้มการลงทุนในปี 2569 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 จาก

 

1. กระแสการโยกย้ายฐานการผลิต ทั้ง จากภาษีศุลกากรทรัมป์ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

 

2. การพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI,

 

3. เทรนด์โลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ก่อให้เกิดการลงทุนสีเขียวในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น

 

4. การเข้าสู่สังคมสูงวัย

 

5. ความพร้อมของประเทศไทยที่จะรองรับการลงทุน


โดยบล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ประเมินว่า มีมุมมองที่เป็นบวกมากขึ้นกับกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในปี หลังจากที่ปี 2568 อุตสาหกรรมนี้ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของภาษีศุลกากรทรัมป์ ทําให้นักลงทุนต้อง ชะลอแผนลงทุนไปก่อน ยอดขายที่ดินของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น AMATA, WHA ลดลงจากปี 2567 ที่มียอดขายที่ดิน สูงมากเป็นประวัติการณ์ เราคาดว่ายอดขายที่ดินในปี 2569 ของบริษัทนิคมอุตสาหกรรมในปีนี้จะเพิ่มขึ้น yoy

 

ราคาหุ้นนิคมอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทย เช่น AMATA, WHA, ROJNA ยังไม่ตอบรับแนวโน้มที่จะดีขึ้นในปี 2569 และหุ้นยังไม่ Valuation ต่ํา ไม่ว่าจะเป็น P/E, P/BV ขณะเดียวกันยังให้ Dividend Yield ที่จูงใจระดับ 5.6-6.0% ต่อปี

 

ทางฝ่ายวิจัยฯ DBSVTH ให้ AMATA เป็นหุ้น Top pick ในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมของไทย เนื่องจาก นิคม อุตสาหกรรมอยู่ในทําเลที่มีศักยภาพมาก มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี กระจายความเสี่ยงไปในต่างประเทศ (เวียดนาม และลาว) รวมทั้งมี Valuation ที่จูงใจมาก

 


สำหรับ บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า จากข้อมูล BOI ประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์, ฮ่องกง, จีน, สหราชอาณาจักร และ ญี่ปุ่น ซึ่งเหตุผลหลักไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (TECH WAR) ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตมายังไทย ซึ่งเม็ดเงิน 1.8 ล้านล้านบาทนี้ จะไม่ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันทีทั้งหมด แต่จะทยอยเข้าสู่ระบบผ่านการก่อสร้างโรงงาน การนำเข้าเครื่องจักร และการจ้างงานในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ GDP
ไทยเติบโตได้แข็งแกร่งขึ้นท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

 

ซึ่งหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ คือ โครงสร้างการลงทุนที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยยานยนต์และปิโตรเคมี เปลี่ยนมาเป็น เทคโนโลยีและดิจิทัลที่ครองแชมป์ ด้วยมูลค่า 746,198 ล้านบาท (151 โครงการ) ตามด้วยอันดับ 2 อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 277,645 ล้านบาท (470 โครงการ) ดังนั้น กลุ่มหุ้นที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงและทางอ้อมจากประเด็นนี้ ได้แก่

 

1. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม จากยอด FDI และจำนวนโครงการที่เพิ่มขึ้น อาทิ WHA AMATA PIN



2. กลุ่มโรงไฟฟ้า จากความต้องการไฟฟ้ามากขึ้น อาทิ GULF GPSC

 

3. กลุ่มรับเหมาและวางระบบเทคโนโลยี จากที่ต้องมีการสร้าง INFRASTRUCTURE อาทิ INSET AIT

 

4. กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จากการเข้ามาของ SUPPLY CHAIN ใหม่ๆ อาทิ DELTA KCE HANA

 

 

จากข้อมูลดังกล่าว สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้มีมุมมอง ต่อประเด็นเรื่องตัวเลข BOI เปิดเผยยอดขอรับการส่งเสริมพุ่งแตะ 1.87 ล้านล้านบาท (+67% yoy) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยสรุปเป็นข้อมูลที่น่าสนใจและน่าติดตามได้ดังนี้



ปัจจัยบวก

- ไทยถูกมองว่าเป็นกลางในความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ (Tech War) ทำให้นักลงทุนย้ายฐานจากจีนมาไทยเพื่อเลี่ยงภาษีและรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ

- ไทยมีความโดดเด่นเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และศักยภาพด้านพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Data Center

- การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ต่อเนื่อง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

- การเร่งรัดขั้นตอนอนุมัติให้เร็วขึ้น 20-50% ช่วยให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริงเร็วขึ้น

 

ปัจจัยลบ

- ตัวเลข 1.87 ล้านล้านบาท จะทยอยเข้าสู่ระบบในอีก 1-3 ปีข้างหน้า ไม่ได้ส่งผลบวกต่อ GDP ทันที

- แม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการหาบุคลากรทักษะสูงยังเป็นต้นทุนที่กดดันผู้ประกอบการ

- หากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักชะลอตัว อาจส่งผลให้บางโครงการชะลอการเริ่มดำเนินงานจริง

 

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

จากนี้เทรนด์ธุรกิจจะเปลี่ยนไป เดิมไทยพึ่งพา ยานยนต์/ปิโตรเคมี แต่ปัจจุบัน ดิจิทัล (Data Center) ครองสัดส่วนอันดับ 1 (กว่า 7.4 แสนล้านบาท) ขณะที่ นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ แม้จะกระตุ้นการย้ายฐานมาไทย แต่อีกด้านอาจกระทบการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เช่นกัน ส่วนในประเทศ ต้องติดตามความต่อเนื่องของนโยบายหลังการเลือกตั้ง จะเป็นตัวแปรสำคัญของความเชื่อมั่นต่อการขนเงินเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

 

หุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำ สรุปได้ดังนี้ 

 

กลุ่มอุตสาหกรรมหุ้นเด่น (Top Picks)เหตุผลสนับสนุน
นิคมอุตสาหกรรมAMATA, WHA, PIN
รับอานิสงส์ยอดขายที่ดินพุ่งจากการย้ายฐานผลิตและ Data Center
โรงไฟฟ้าGULF, GPSC
ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นมากจาก Data Center และอุตสาหกรรมสีเขียว
อิเล็กทรอนิกส์DELTA, KCE, HANA
รับอานิสงส์ Supply Chain ใหม่ๆ และชิ้นส่วนสำหรับ AI / EV
รับเหมา/วางระบบINSET, AIT
งานก่อสร้าง Infrastructure และการวางระบบโครงข่ายเทคโนโลยี

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

สุรเมธี มณีสุโข

สุรเมธี มณีสุโข

บรรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย