เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอ็นวิเดีย (Nvidia) เปิดเผยว่า ชิปรุ่นถัดไปของบริษัท ได้เข้าสู่การผลิตเต็มกำลังแล้ว และสามารถให้ประสิทธิภาพการประมวลผลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) สูงกว่าชิปรุ่นก่อนหน้าถึง 5 เท่า สำหรับการใช้งานแชตบอตและแอปพลิเคชัน AI อื่น ๆ โดยชิปรุ่นใหม่นี้ มีกำหนดวางจำหน่ายในตลาด ในช่วงปลายปี 2026
ในการกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีงาน Consumer Electronics Show (CES) ที่ลาสเวกัส เจนเซน หวง ซึ่งเป็นผู้นำของบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก ได้เปิดเผยรายละเอียดใหม่เกี่ยวกับชิปดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวภายในปีนี้ โดยระบุว่า ชิปเหล่านี้ถูกนำไปทดสอบแล้วในห้องแล็บของบริษัท โดยบริษัท AI หลายแห่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง ทั้งจากคู่แข่งโดยตรงและจากลูกค้าของ Nvidia เอง โดยแพลตฟอร์ม Vera Rubin ซึ่งประกอบด้วยชิป Nvidia แยกกัน 6 ตัว คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งเซิร์ฟเวอร์รุ่นเรือธง จะบรรจุหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ของบริษัท 72 ตัว และหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) รุ่นใหม่อีก 36 ตัว ซึ่งเจนเซน หวง สาธิตให้เห็นว่า ระบบเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อกันเป็น “พ็อด” ที่มีชิป Rubin มากกว่า 1,000 ตัว และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “โทเคน” ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานของระบบ AI ได้ถึง 10 เท่า
อย่างไรก็ตาม การบรรลุประสิทธิภาพระดับใหม่นี้ ชิป Rubin ใช้ข้อมูลรูปแบบเฉพาะของ Nvidia ซึ่งบริษัทหวังว่าอุตสาหกรรมในวงกว้างจะหันมานำไปใช้ตาม โดยเจนเซน หวงกล่าวว่า นี่คือวิธีที่บริษัทสามารถก้าวกระโดดด้านประสิทธิภาพได้อย่างมหาศาล และจำนวนทรานซิสเตอร์จะเพิ่มขึ้นเพียง 1.6 เท่าเท่านั้น

แม้ Nvidia จะยังครองตลาดการฝึกสอนโมเดล AI แต่บริษัทต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นมาก ในการนำผลลัพธ์ของโมเดลเหล่านั้นไปให้บริการผู้ใช้งานหลายร้อยล้านคน ทั้งจากคู่แข่งดั้งเดิมอย่าง Advanced Micro Devices (AMD) และจากลูกค้าเอง เช่น Google ในเครือ Alphabet
พร้อมกันนี้ เจนเซน หวง ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างมาก กับประสิทธิภาพของชิปรุ่นใหม่ รวมถึงการเพิ่มชั้นเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลใหม่ที่เรียกว่า “context memory storage” ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้แชตบอต ตอบคำถามและการสนทนาที่ยาวได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เอ็นวิเดีย ยังเปิดตัวสวิตช์เครือข่ายเจเนอเรชันใหม่ ที่ใช้การเชื่อมต่อรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า co-packaged optics ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการเชื่อมเครื่องนับพันเครื่องเข้าด้วยกัน และต้องแข่งขันกับผลิตภัณฑ์ของ Broadcom และ Cisco Systems
ทั้งนี้ เอ็นวิเดีย บริษัทระบุว่า CoreWeave จะเป็นหนึ่งในลูกค้ารายแรกที่ได้ใช้ระบบ Vera Rubin รุ่นใหม่ และคาดว่า Microsoft, Oracle, Amazon และ Alphabet จะนำระบบดังกล่าวไปใช้เช่นกัน
ที่มา Reuters

|