ศูนย์วิจัยกสิกรฯ มองศก.ไทยปี 69 โต 1.6% ชะลอตัว รับภาษีสหรัฐฯ ฉุดส่งออก - ท่องเที่ยวฟื้นช้า-การเมืองกดดัน

รูป ศูนย์วิจัยกสิกรฯ มองศก.ไทยปี 69 โต 1.6% ชะลอตัว รับภาษีสหรัฐฯ ฉุดส่งออก - ท่องเที่ยวฟื้นช้า-การเมืองกดดัน

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -21 ม.ค. 69 12:58 น.

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 ขยายตัวชะลอลงอยู่ที่ 1.6% จากภาษีการค้าสหรัฐฯ กระทบส่งออก ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า ท่ามกลางแรงกดดันจากการเมือง หวั่นกระทบความต่อเนื่องการดำเนินนโยบาย-จัดทำงบปี 70 ล่าช้า

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยแพร่บทวิจัยเรื่อง "แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% จากความเสี่ยงภายนอกและการเมืองในประเทศ" ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.6% จากประมาณการ 2.0% ในปี 2568 ท่ามกลางความเสี่ยงสูงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการส่งออกที่เคยเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีความเสี่ยงหดตัวที่ -1.2% โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

• แรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น หลังจากมีการเร่งส่งออกไปมากในปี 2568 โดยการส่งออกสินค้าที่โดนเรียกเก็บภาษีภายใต้มาตรา 232 และ Reciprocal tariff มีแนวโน้มชะลอตัวลง นอกจากนี้ มีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้า ICs และสินค้าในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

 

• การค้าโลกมีแนวโน้มชะลอลง และเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งจะกดดันทิศทางการส่งออกไทยเพิ่มเติม โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ว่า การค้าโลกจะขยายตัวได้เพียง 0.5% จาก 2.4% ในปีก่อนหน้า ขณะที่จีนยังคงเผชิญปัญหาอุปทานส่วนเกินแม้มีการดำเนินมาตรการ anti-involution ที่ลดกำลังการผลิตส่วนเกินเพื่อแก้ปัญหาการตัดราคา เช่น การกำหนดโควตาสำหรับผลผลิต และสนับสนุนการควบรวมกิจการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น แต่ปริมาณสินค้าคงคลังยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การส่งออกไทยยังเผชิญการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจีนทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออกอื่นๆ

 

• การส่งออกไทยปี 2569 ไปตลาดหลัก อย่างเช่น สหรัฐฯ อาเซียน และญี่ปุ่น มีแนวโน้มหดตัวในปี 2569 ขณะที่การส่งออกไปยังจีนและยูโรโซนคาดว่า จะยังขยายตัวเป็นบวกได้ แต่ชะลอลง จากแรงหนุนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร

 

• วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังหนุนการส่งออกไทย แต่ในทิศทางที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center) ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เช่น HDD, PCB และคอมพิวเตอร์

 

อย่างไรก็ดี ทิศทางการส่งออกของสินค้าในหมวดดังกล่าวในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากคำสั่งซื้อส่วนหนึ่งได้เร่งตัวไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฐานการเติบโตอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอุปสงค์โลกเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นหลังรอบการอัปเกรดอุปกรณ์ไอทีได้ผ่านไปแล้ว และมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ค่าเงินบาทที่แข็งค่า และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์

 

• ประเด็นศาลสูงสุดสหรัฐฯ อาจมีคำสั่งระงับและยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA ซึ่งจะมีผลต่อไทยผ่านภาษี Reciprocal tariff ที่ถูกจัดเก็บในอัตรา 19% อาจส่งผลให้มีการเร่งส่งออกสินค้าอีกระลอก แต่คาดว่าแรงหนุนจะมีจำกัดภายใต้ฐานที่สูงในปีก่อนหน้าและอุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง

 

ในขณะที่คู่ค้าอื่นๆ ของสหรัฐฯ ก็จะได้รับอานิสงส์เช่นกัน โดยเฉพาะจีนที่อัตราภาษีจะลดลงเหลือ 27.6% จากเดิมที่ 47.6% ส่งผลให้สินค้าบางประเภทของไทยที่เคยได้ประโยชน์จากอัตราภาษีภายใต้ IEEPA ที่ต่ำกว่าจีน เช่น เครื่องปรับอากาศ อาจสูญเสียความได้เปรียบดังกล่าวไป รวมถึงสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางการค้าอื่นๆ ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม

 


การนำเข้ามีแนวโน้มชะลอลงในทิศทางเดียวกับการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าขั้นกลางและสินค้าทุน เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรไฟฟ้า ซึ่งเห็นการขยายตัวในระดับสูงในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การนำเข้าน้ำมันดิบอาจปรับลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก อย่างไรก็ดี การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะจากจีน คาดว่าจะยังขยายตัวเป็นบวก โดยมาตรการ De Minimis ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มจากสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ไม่น่าจะกระทบปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีน ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยในปี 2569 ยังเกินดุลแต่น้อยกว่าปี 2568

 

การท่องเที่ยวยังเผชิญการแข่งขันสูง

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 34.1 ล้านคน จาก 32.97 ล้านคนในปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4.5% มาอยู่ที่ 1.61 ล้านล้านบาท (contribution to GDP growth 0.3%) ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวไทยยังเผชิญการแข่งขันจากประเทศในภูมิภาค ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก นอกจากนี้ ประเด็นด้านความปลอดภัยยังคงกดดันความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

 

เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า

ค่าเงินบาทในระยะสั้นยังคงแนวโน้มแข็งค่า โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในช่วงสิ้นปี 2569 มีโอกาสกลับมาอ่อนค่าที่ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยในประเทศ ได้แก่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง ความไม่แน่นอนทางการเมือง และผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

 

การบริโภค-การลงทุนชะลอตัว

อุปสงค์ในประเทศชะลอตัวลง ขณะที่ภาคการผลิตที่ยังหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ท่ามกลางความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลและทิศทางนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่

 

การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย แต่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.8% จาก 2.6% ในปีก่อนหน้า สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรงลง ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว

 

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะในภาคการผลิตและภาคก่อสร้าง โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง การลงทุนในที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มซบเซาจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ

 

อย่างไรก็ดี การลงทุนเอกชนได้รับแรงหนุนจากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (data center) ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI รวมถึงโครงการ “Fast Pass” ของภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเร่งรัดกระบวนการลงทุน คาดว่าจะช่วยพยุงการลงทุนภาคเอกชนได้บางส่วน โดยเฉพาะในด้านการลงทุนเครื่องจักร อุปกรณ์ และการพัฒนาในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม แต่ผลบวกดังกล่าวมีแนวโน้มทยอยเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการลงทุนส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปี

 

การใช้จ่ายงบลงทุนภาครัฐคาดว่าจะชะลอลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่คาดว่าจะต่ำลงในช่วงระหว่างการเลือกตั้งและรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประกอบกับกรอบงบประมาณสำหรับการลงทุนภาครัฐ (รวมรัฐวิสาหกิจ) ในปี 2569 ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก

 

ภาคการผลิตซบเซา

ภาคการผลิตของไทยมีแนวโน้มยังคงซบเซา โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) คาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน จากคำสั่งซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อ่อนแรง ประกอบกับยังเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่สูง ซึ่งกดดันการผลิตในเกือบทุกหมวดหลัก อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารและเครื่องดื่ม ให้ยังคงหดตัว

 

ขณะที่ผลผลิตภาคการเกษตรอาจลดลงจากปีก่อนหน้าตามปริมาณน้ำสำหรับใช้เพาะปลูกมีแนวโน้มน้อยลงจากสภาพภูมิอากาศที่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาวะปกติ (neutral) ตั้งแต่ในไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป

 

นอกจากนี้ รายได้เกษตรกรยังมีแนวโน้มหดตัวเพราะยังเผชิญการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ข้าวซึ่งอินเดียในฐานะผู้ส่งออกหลักในตลาดโลกยังคงเพิ่มการส่งออก


การเมืองกดดัน กระทบความต่อเนื่องนโยบาย - จัดทำงบปี 70 ล่าช้า

ปัจจัยการเมืองในประเทศยังเป็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ยังมีโอกาสที่งบประมาณปี 2570 จะเร่งให้ใช้ได้ทันปลายปี 2569 แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป จะกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย ความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี 2570 การเบิกจ่ายงบประมาณ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

ไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านเงินฝืด โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวกที่ 0.4% จากแรงกดดันด้านอุปทานที่ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะราคาสินค้าอาหารสดที่ฟื้นตัวจากฐานต่ำในปีก่อน ขณะที่ราคาพลังงานโลกปรับลดลง

• สมมติฐานราคาน้ำดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่เฉลี่ย 62 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล ปรับลดลงเล็กน้อยจากปี 2568 ที่เฉลี่ย 68.3 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล

• ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลล่าสุดได้ปรับลดลง 50 สตางค์ มาอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 9 มกราคม 2569 และยังมีแนวโน้มปรับลดได้เพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี สอดคล้องกับแนวโน้มราคาน้ำมันโลกและสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกภายในสิ้นเดือนมกราคม 2569

• นโยบายของพรรคการเมืองส่วนใหญ่มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้น อาทิ ปรับลดค่าไฟฟ้าและค่าโดยสารสาธารณะ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันเงินเฟ้อต่อไปในระยะข้างหน้า

• อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังขยายตัวแต่ในอัตราที่ชะลอลงที่ 0.5% ตามภาวะกำลังซื้อในประเทศ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านเงินฝืดยังคงมีอยู่ สะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ลดลงเริ่มมีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อที่มากขึ้น

 

คาด กนง.หั่นดอกเบี้ยนโยบายปีนี้อีก 0.5%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ากนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความเสี่ยงด้านขาลงที่เพิ่มขึ้น โดยในอดีตดอกเบี้ยนโยบายเคยไปต่ำสุดที่ 0.5% ในช่วงวิกฤติโควิด ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจอาจจะต้องปรับแย่ลงกว่าคาดมาก กนง. ถึงจะปรับลดดอกเบี้ยไปถึงระดับ 0.5% ในปีนี้

 

กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะชะลอเหลือ 1.6% จาก 2.0% ในปีก่อนหน้า โดยมีแรงกดดันหลักจากการส่งออกที่มีแนวโน้มหดตัวจากฐานสูง การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ และอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักยังมาจากการบริโภคภาคเอกชน แต่แรงส่งมีทิศทางอ่อนลงตามอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา การสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาวะสินเชื่อหดตัว นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกระทบกับการเบิกจ่ายงบประมาณ ทำให้แรงหนุนจากภาครัฐลดลง

 

 

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช

ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย