BlackRock รายงานผลกำไรไตรมาส 4 ปี 2025 พุ่งสูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ หลังตลาดการเงินปรับตัวขึ้น ซึ่งช่วยหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมและผลักดันให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของบริษัท เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หุ้นของ BlackRock ซึ่งเป็นผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 4% ในวันพฤหัสบดี หลังบริษัทประกาศเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสขึ้นอีก 10% และขยายกรอบวงเงินโครงการซื้อหุ้นคืน โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปีที่ผ่านมา จากกระแสความคาดหวังเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) การผ่อนคลายนโยบายอัตราดอกเบี้ย และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังมั่นคง ส่งผลให้นักลงทุนหันกลับมาลงทุนในกลยุทธ์ดัชนีต้นทุนต่ำอีกครั้ง ขณะเดียวกัน เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อลดลงและตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ของ BlackRock อย่างแข็งแกร่ง ในไตรมาสที่ผ่านมา เงินทุนไหลเข้าสู่ผลิตภัณฑ์หุ้นอยู่ที่ 126,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่ผลิตภัณฑ์ตราสารหนี้ มีเงินทุนไหลเข้า 83,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเงินทุนไหลเข้าสุทธิระยะยาว รวมอยู่ที่ราว 267,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากธุรกิจ ETF ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตเชิงโครงสร้างของบริษัท และตลอดทั้งปี BlackRock รายงานเงินทุนไหลเข้าสุทธิทำสถิติสูงสุดที่ 698,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 
ETF ยังคงได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักลงทุนที่ต้องการการกระจายการลงทุนในต้นทุนต่ำ ขณะที่ค่าธรรมเนียมตามผลการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้น 67% สู่ระดับ 754 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนรายได้ที่สูงขึ้นจากตลาดเอกชน แลร์รี ฟิงก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BlackRock ระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทก้าวเข้าสู่ปี 2026 ด้วยแรงส่งที่เร่งตัวขึ้นในทุกแพลตฟอร์ม หลังทำสถิติเงินทุนไหลเข้าสุทธิแข็งแกร่งสุดทั้งรายไตรมาสและรายปีในปี 2025 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หุ้น BlackRock ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4.4% ในปี 2025 ซึ่งต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง S&P 500 ในส่วนกลยุทธ์ตลาดเอกชน ผู้จัดการสินทรัพย์ทั่วโลก ต่างพยายามกระจายแหล่งรายได้ไปยังธุรกิจที่มีค่าธรรมเนียมสูงกว่า แทนการพึ่งพาผลิตภัณฑ์ดัชนีต้นทุนต่ำ โดย BlackRock หันมาให้น้ำหนักมากขึ้นกับตลาดเอกชน อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐาน โดยเน้นสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับ AI เช่น ศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดใหญ่ระยะยาว และสร้างกระแสรายได้ที่มีเสถียรภาพและอัตรากำไรสูงกว่าตลาดทุนดั้งเดิม ซึ่งธุรกิจตลาดเอกชนของ BlackRock มีเงินทุนไหลเข้า 12,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสนี้ และบริษัทตั้งเป้าระดมทุนสะสมในตลาดเอกชนรวม 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 พร้อมเปิดแผนนำสินทรัพย์เอกชนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนการออมเพื่อการเกษียณอายุ ซึ่งสินทรัพย์เอกชนให้ค่าธรรมเนียมสูงกว่ากองทุน ETF ซึ่งเป็นแกนหลักของธุรกิจผ่านแบรนด์ iShares หากไม่รวมรายการพิเศษบางรายการ กำไรสุทธิของ BlackRock เพิ่มขึ้นเป็น 2,180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 13.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น สำหรับไตรมาส 4 ปี 2025 จากระดับ 1,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 11.93 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นในปีก่อนหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 12.21 ดอลลาร์ต่อหุ้น ทั้งนี้ สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 14.04 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 11.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้รวมซึ่งส่วนใหญ่มาจากค่าธรรมเนียม ที่คิดตามสัดส่วนของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร เพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 5,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 6,690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายรวมของ BlackRock เพิ่มขึ้นเป็น 5,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า ที่มา Reuters 
|