หุ้นเมกะแคปยังครองเกมลงทุนปี 2025 ขณะเงินทุนไหลออกกองทุน Active สหรัฐฯ ต่อเนื่องปีที่ 11

รูป หุ้นเมกะแคปยังครองเกมลงทุนปี 2025 ขณะเงินทุนไหลออกกองทุน Active สหรัฐฯ ต่อเนื่องปีที่ 11

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -29 ธ.ค. 68 13:57 น.

 

หุ้นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 7 ตัวในฝั่งสหรัฐฯ ยังคงมีสัดส่วนผลตอบแทนที่สูงมากในปี 2025 ตอกย้ำการกระจุกตัวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี S&P500 ยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่ ซึ่งยังคงตอกย้ำความยากลำบากของนักลงทุนที่ต้องไล่ตามให้ทันตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว

 

การลงทุนที่กระจุกตัวในหุ้นเมกะแคปสร้างความยุ่งยากให้กับผู้จัดการพอร์ตและนักลงทุน และสะท้อนผ่านการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน โดย Bloomberg Intelligence ประเมินว่า ตลอดทั้งปี มีเงินไหลออกจากกองทุนรวมหุ้นที่บริหารแบบเชิงรุก (Active Equity Mutual Funds) ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติเงินทุนไหลออกสุทธิต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ขณะที่กองทุน ETF แบบ Passive (Passive equity exchange-traded funds) มีเงินไหลเข้าสูงกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ด้านนักวิเคราะห์ เดฟ มาซซา (Dave Mazza) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Roundhill Investments กล่าวว่า “การกระจุกตัวของตลาดทำให้ผู้จัดการกองทุนที่ใช้กลยุทธ์เชิงรุก (Active) ทำผลงานได้ยากขึ้น หากไม่ให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่ม Magnificent Seven ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะทำผลงานต่ำกว่าตลาด”

 

ข้อมูลจาก BNY Investments ระบุว่า หลายวันของครึ่งปีแรก มีหุ้นไม่ถึง 1 ใน 5 ของตลาดที่ปรับตัวขึ้นพร้อมกับตลาดโดยรวม การเข้าร่วมตลาดที่จำกัดไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ แต่การที่ปรากฏการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อผลตอบแทนเกิดจากหุ้นเพียงไม่กี่ตัว การกระจายการลงทุนอาจไม่ได้ผลและอาจให้ผลตอบแทนลดน้อยลง

 

 

ไดนามิกดังกล่าวยังปรากฏให้เห็นฝั่งดัชนีเช่นกัน ตลอดปี S&P 500 ทำผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equal-weighted Index) ซึ่งให้ความสำคัญกับการให้น้ำหนักหุ้นค้าปลีกรายเล็ก พอ ๆ กับ Apple

 

สำหรับนักลงทุนที่ประเมินกลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกหรือ Active นั่นแปลว่าต้องเลือกระหว่าง การจัดพอร์ตโดยถือหุ้นขนาดใหญ่ให้มีน้ำหนักต่ำกว่าดัชนี พร้อมรับความเสี่ยงที่ผลตอบแทนจะตามหลัง หรือถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับตามดัชนี แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในการจ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากกองทุนแบบ Passive มากนัก

 

ข้อมูลของ Athanasios Psarofagis จาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า กองทุนรวมหุ้น (Equity Mutual Funds) 73% ในสหรัฐฯ ทำผลตอบแทนต่ำกว่าดัชนีในปีนี้ ถือเป็นอันดับที่สูงเป็นลำดับที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2007 การทำผลงานต่ำกว่าดัชนียิ่งชัดเจน หลังตลาดกลับมาฟื้นตัวจากความตึงเครียดเรื่องภาษีเมื่อเดือนเม.ย. และกระแสความสนใจเรื่อง AI ยิ่งตอกย้ำการเป็นผู้นำของหุ้นเทคโนโลยี

 

โครงสร้างของพอร์ตการลงทุนดังกล่าว ประกอบด้วยหุ้นราว 1,800 ตัว ซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่นอกสหรัฐฯ และมีสัดส่วนการลงทุนสูงในกลุ่มการเงิน อุตสาหกรรม และวัสดุพื้นฐาน แทนที่จะพยายามแข่งกับดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ พอร์ตดังกล่าวเลือกลงทุนนอกดัชนี

 

โจเอล ชไนเดอร์ (Joel Schneider) รองหัวหน้าฝ่ายบริหารพอร์ตการลงทุนประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ จาก Dimensional Fund Advisors กล่าวว่า “ปีนี้เป็นบทเรียนที่ดีมาก ทุกคนต่างรู้ดีว่า การกระจายการลงทุนทั่วโลกเป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การรักษาวินัยและยึดมั่นกับแนวทางนั้นทำได้ยากมาก การเลือกไล่ตามผู้ชนะเมื่อวานจึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง”

 

ที่มา Bloomberg

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by & Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju