ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันจันทร์ (26 ม.ค.) โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 313.69 จุด ขณะที่นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายรายและการประกาศนโยบายอัตราดอกเบี้ยในการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงสัปดาห์นี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 49,412.40 จุด เพิ่มขึ้น 313.69 จุด หรือ 0.64% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,950.23 จุด เพิ่มขึ้น 34.62 จุด หรือ 0.50% และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,601.36 จุด เพิ่มขึ้น 100.11 จุด หรือ 0.43% ดัชนี S&P 500 และแนสแดคยังคงบวกต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ โดยทั้งสองดัชนีทำสถิติอยู่ในระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ และปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. การปรับตัวขึ้นของดัชนี S&P 500 ล่าสุดได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเมกะแคปเพียงไม่กี่ตัว ได้แก่ Apple, Microsoft, Alphabet, Meta และ Broadcom ขณะที่นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสของบริษัท Apple, Meta, Microsoft และ Tesla ในช่วงสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญของตลาดซึ่งได้แรงขับจากกระแสความตื่นตัวเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แนวโน้มและการคาดการณ์จากผู้บริหารจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งหากไม่เป็นไปตามที่คาดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ตลาดประเมินการลงทุนในธีม AI ใหม่ได้ 
นับจนถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 ม.ค.) บริษัท 64 แห่งในดัชนี S&P 500 ได้รายงานผลประกอบการไปแล้ว ในจำนวนนี้ พบว่า 79.7% มีผลประกอบการดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ตามข้อมูลของ LSEG หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารปรับตัวขึ้น 1.3% และเป็นกลุ่มที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยลดลง 0.7% ซึ่งร่วงมากที่สุด โดยถูกกดดันจากหุ้น Tesla ซึ่งปิดดิ่งลง 3% ขณะที่กลุ่มวัสดุบวก 0.3% หลังราคาทองคำพุ่งทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นอย่าง Newmont Corp ซึ่งปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.3% นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมของเฟดในวันที่ 27-28 ม.ค. นี้ โดยข้อมูลจาก FedWatch ของ CME Group ระบุว่า เทรดเดอร์ประเมินโอกาสที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้อยู่ที่ 97% โดยตลาดจับตาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคตเป็นพิเศษ อย่างไรก็ดี การตัดสินใจของเฟดอาจถูกกลบด้วยคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลาง หลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ดำเนินการสอบสวนเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดในเดือนนี้ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเขาอาจแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่ในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่หุ้นรายตัว พบว่า หุ้น Intel ร่วงลง 5.7% หลังจากดิ่งลงถึง 17% ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นการร่วงแรงที่สุดในรอบเกือบ 18 เดือน หลังบริษัทคาดการณ์กำไรและรายได้รายไตรมาสต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ หุ้นกลุ่มสายการบินร่วงแรงจากผลกระทบของพายุฤดูหนาวที่พัดถล่มสหรัฐฯ ซึ่งกระทบต่อตารางการบิน ส่งผลให้หุ้น JetBlue ร่วงลง 3.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มเรือนจำ GEO Group และ CoreCivic ซึ่งมีสัญญากับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) ร่วงแรง หลังสมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตระบุว่าจะคัดค้านร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งกำกับดูแล ICE สืบเนื่องจากเหตุยิงพยาบาลวัย 37 ปีเสียชีวิตในเมืองมินนิอาโปลิสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่กระแสต่อต้านแนวทางการปราบปรามผู้อพยพของรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้น GEO ดิ่งลง 9.3% ซึ่งเป็นการลดลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. ขณะที่หุ้น CoreCivic ลดลง 7% มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. หุ้น USA Rare Earth พุ่งขึ้น 7.9% หลังมีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เข้าถือหุ้น 10% ในบริษัทเหมืองแร่แห่งนี้ ภายใต้แพ็กเกจการลงทุนมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์ ด้านหุ้น CoreWeave พุ่งขึ้น 5.7% หลัง Nvidia ระบุว่าจะลงทุน 2,000 ล้านดอลลาร์ในบริษัท ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์รายนี้ ที่มา Reuters 
|