อินเทล (Intel) เปิดตัว "Panther Lake" ซึ่งเป็นชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์สำหรับแล็ปท็อปรุ่นใหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาในงาน CES ที่นครลาสเวกัส โดยการเปิดตัวครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ตัวแรก ที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตยุคใหม่ 18A
จิม จอห์นสัน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปของกลุ่มธุรกิจ PC ของอินเทล เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคของชิป Panther Lake รุ่นแรก ซึ่งใช้ชื่อทางการค้าว่า Intel Core Ultra Series 3 โดยชิปรุ่นนี้ มาพร้อมดีไซน์ทรานซิสเตอร์แบบใหม่ รวมถึงโครงสร้างการจ่ายพลังงานเข้าสู่ชิปที่พัฒนาขึ้นจากกระบวนการผลิต 18A ซึ่งในงานดังกล่าว ลิป-บู ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินเทล ระบุว่า บริษัทสามารถทำตามคำมั่นสัญญา ในการเริ่มส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ใช้กระบวนการผลิต 18A ได้ภายในปี 2025 ซึ่งหมายถึงการเปิดตัวชิป Panther Lake ในครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ ชิป Lunar Lake รุ่นก่อนของอินเทล ส่วนใหญ่ผลิตโดยบริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง (TSMC) โดยความสำเร็จของ Panther Lake ถือเป็นการกระทำครั้งสำคัญของอินเทล เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ปริมาณมากรุ่นแรก ที่ใช้กระบวนการ 18A และบริษัทหวังจะทวงคืนส่วนแบ่งตลาดที่สูญเสียไปให้กับแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ (AMD)

จอห์นสันกล่าวว่า อินเทลได้ออกแบบกราฟิกชิปเล็ตแยกต่างหาก ซึ่งเป็นชิปขนาดเล็ก ที่นำมาประกอบร่วมกับชิปเล็ตอื่น ๆ เพื่อสร้างเป็นหน่วยประมวลผลสมบูรณ์ โดยอินเทลระบุว่า Intel Core Ultra Series 3 จะให้ประสิทธิภาพสูงกว่าชิป Lunar Lake Series 2 รุ่นก่อนหน้าถึง 60% นอกจากนี้ อินเทลยังมีแผนเปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับเครื่องเล่นเกมพกพา ที่พัฒนาบนสถาปัตยกรรม Panther Lake ภายในปีนี้ หลังจาก PC พกพาสำหรับเล่นเกมจากผู้ผลิตหลายรายได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้อินเทลเผชิญปัญหาอัตราผลได้จากการผลิต หรือจำนวนชิปที่ใช้งานได้ต่อแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอน สำหรับชิป Panther Lake โดยผู้บริหารของบริษัทระบุว่า อัตราผลได้มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละเดือน และจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในปีนี้
ขณะที่ในฝั่งของ AMD คาดว่า ลิซ่า ซู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จะเปิดตัวชิป PC รุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นการประมวลผลด้าน AI และกราฟิก โดย AMD เพิ่งประกาศข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐกับ OpenAI สำหรับชิป MI400 รุ่นถัดไป ซึ่งบางส่วนมีแผนจะนำไปใช้งานภายในปีนี้ โดยข้อตกลงกับผู้พัฒนา ChatGPT คาดว่าจะสร้างรายได้ระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่บริษัท
ที่มา Reuters

|