คาดกำไร 4Q68 ลดลงทั้ง QoQ และ YoY ฝ่ายวิจัยประเมินว่า HMPRO จะมีกำไรสุทธิงวด 4Q68 ที่ 1.54 พันล้านบาท (+18% QoQ, -11% YoY) โดยกำไร ที่เพิ่มขึ้น QoQ มีสาเหตุหลักจากรายได้จากการขายและบริการที่เติบโตราว 8% QoQ จากผลเชิงลบของฤดูกาลท ใน 3Q68 ประกอบกับอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ขยับขึ้น 1.1% มาอยู่ที่ 28.8% ตามสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของสินค้าที่ มีมาร์จิ้นสูง (product mix) ซึ่งสองปัจจัยนี้มีน้ำหนักมากกว่าผลด้านลบจากค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขาย ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการทำโปรโมชั่นเพิ่มขึ้น ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตที่สูงขึ้น รวมถึงมีค่าใช้จ่ายก่อนการเปิด สาขามากกว่าใน 3Q68 โดยใน 4Q68 บริษัทเปิดสาขาเพิ่มขึ้นอีก 8 สาขา (เทียบกับเปิดเพิ่ม 4 สาขาใน 3Q68) ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2568 มีสาขารวมอยู่ที่ 147 สาขา ส่วนกำไรที่คาดลดลง YoY เป็นเพราะ 1) คาดรายได้จากการขายและบริการทรงตัว YoY แม้ว่ายอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales GrowthSSSG) น่าจะชะลอลงราว 7.0% จากกำลังซื้อที่อ่อนแอ ผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ และการปิดสาขาใกล้ ชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ดี ยอดขายไม่ได้หดตัวเนื่องจากมียอดขายสาขาใหม่เข้ามาช่วยพยุง โดยมี สาขาใหม่เพิ่ม 11 สาขา จาก 136 สาขาใน 4Q67 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของโฮมโปร 7 สาขา และเมกะโฮม 5 สาขา แต่มีการปิดสาขาโฮมโปรขนาดเล็กไป 1 สาขา 2) คาดรายได้อื่น (ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับคู่ค้า) ลดลงราว 20% จากฐาน ที่สูงใน 4Q67 เนื่องจากในไตรมาสนั้นมีการทำโปรโมชั่นร่วมกับคู่ค้ามากกว่าปกติ 3) คาดมาร์จิ้นดีขึ้นเล็กน้อยแม้ว่า product mix ดีขึ้น แต่ถูกหักลบบางส่วนไปกับการทำกิจกรรมทางการตลาด เช่น วันช่างโฮมโปร (บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าฟรีค่าแรง) ที่มีค่าใช้จ่ายช่างเข้ามาในต้นทุนขาย 4) คาดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้น 0.8% มาอยู่ที่ 21.0% จากค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต ที่สูงขึ้น ประกอบกับใน 4Q67 มีการเปิดสาขาใหม่เพียง 3 สาขา ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายก่อนการเปิดสาขาน้อย กว่าใน 4Q68 กำไรน่าจะบวกต่อเนื่อง QoQ แต่ยังลดลง YoY ใน 1Q69 คาดกำไรสุทธิของ HMPRO จะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง QoQ ใน 1Q69 หลังปัจจัยลบจากน้ำท่วมภาคใต้และปัญหา ชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายลง โดยสาขาที่ได้รับผลกระทบกลับมาเปิดทำการเป็นปกติหมดแล้ว อย่างไรก็ดี คาดกำไรยังมีแนวโน้มหดตัว YoY เนื่องด้วยกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ ส่งผลให้แนวโน้ม SSSG ยังติดลบ ราว 3-4% ในช่วงครึ่งแรกของเดือนมกราคม 2569 นอกจากนี้ ในปีนี้ ไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ (Easy E-Receipts) มาช่วยหนุนยอดขายเหมือนในช่วง 16 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2568 จึงน่าจะส่งผล กดดัน SSSG ในช่วงครึ่งหลังเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 ให้ติดลบมากกว่าช่วงต้นปีได้ ซึ่งทางบริษัท ประเมินว่าน่าจะกระทบยอดขายรวมราว 200-300 ล้านบาท (คิดเป็น 1%-2% ของยอดขายใน 1Q68) คงคำแนะนำ “Neutral” ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 8.30 บาท เนื่องจากแนวโน้มกำไรใน 4Q68 ค่อนข้างใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ก่อนหน้า เราจึงคงคาดการณ์กำไรปี 2568 ที่ 5.9 พันล้านบาท (-9% YoY) และปี 2569 ที่ 6.5 พันล้านบาท (+10% YoY) โดยคาดยอดขายจะเร่งตัว ขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งน่าจะได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ พร้อมทั้งคงนำแนะนำ “Neutral" ที่ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 8.30 บาท (คงระดับ PER ที่ 16.7 เท่า หรือ -1.5S.D.) แม้เราคาดว่า แนวโน้มกำไรใน 1Q69 จะยังถูกกดดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและขาดมาตรการภาครัฐมาช่วยหนุน แต่ยังมี ประเด็นบวก ได้แก่ 1) คาดกำไรยังฟื้นตัวต่อเนื่อง QoQ ได้ใน 1Q69 และ 2) คาดจ่ายปันผลจูงใจที่อัตรา ผลตอบแทนเงินปันผล 5.8% ในปี 2568 และ 6.2% ในปี 2569 จัดทำโดย : ธิดารัตน์ ผโลดม นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 016564 |