เศรษฐกิจจีนปี 2025 โตตามเป้า ขยายตัว 5% แรงหนุนส่งออกนอกตลาดสหรัฐฯ

รูป เศรษฐกิจจีนปี 2025 โตตามเป้า ขยายตัว 5% แรงหนุนส่งออกนอกตลาดสหรัฐฯ

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 ม.ค. 69 10:55 น.

 

เศรษฐกิจจีนขยายตัวตามเป้าหมาย 5% ของรัฐบาลในปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะชะลอลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเดือนท้าย ๆ ของปี สะท้อนให้เห็นว่า จีนยังสามารถรับมือกับสงครามการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ ด้วยการเร่งส่งออกไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 5% สอดคล้องกับตัวเลขที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุไว้ในการกล่าวสุนทรพจน์วันสิ้นปี และเท่ากับอัตราการเติบโตในปี 2024 ซึ่งหลังการประกาศดังกล่าว ส่งผลให้หุ้นจีนปรับตัวขึ้นทันที ขณะที่ค่าเงินหยวนในตลาดนอกประเทศทรงตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม แม้การผลิตภาคอุตสาหกรรมจะทำผลงานได้ดีในช่วงหลัง แต่ยอดค้าปลีกและการลงทุนกลับอ่อนแอลง โดยเศรษฐกิจจีนขยายตัว 4.5% ในไตรมาสสุดท้ายของปีเมื่อเทียบเป็นรายปี สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด และถือเป็นอัตราที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่จีนเปิดประเทศหลังการล็อกดาวน์โควิด-19 ในช่วงปลายปี 2022 ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในเชิงมูลค่า (Nominal GDP) ซึ่งยังไม่หักผลของการเปลี่ยนแปลงราคา อยู่ที่ 4% ในปี 2025 ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1976 หากไม่รวมปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาด

 

NBS ระบุในแถลงการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนสามารถรับมือกับแรงกดดันหลายด้านและรักษาการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพในปี 2025 แต่ย้ำว่า ผลกระทบจากสภาพแวดล้อมภายนอกกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ความไม่สมดุลระหว่างอุปทานภายในประเทศที่แข็งแกร่งกับอุปสงค์ที่อ่อนแอยังคงเด่นชัด ทำให้เศรษฐกิจยังเผชิญทั้งปัญหาเดิมและความท้าทายใหม่จำนวนมาก

 

หลังเผชิญความวุ่นวายจากมาตรการภาษีเป็นเวลาหลายเดือน จีนกลับได้รับการพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก ซึ่งสามารถฝ่าฟันแรงกดดันจากความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯได้ โดยดุลการค้าเกินดุลด้านสินค้าในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้นำระดับสูง เร่งแก้ไขจุดอ่อนต่าง ๆ ตั้งแต่แรงกดดันด้านเงินฝืดไปจนถึงวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนภาคธุรกิจยังคงซบเซา จากตลาดแรงงานที่อ่อนแอและราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับลดลง ซึ่งถ่วงอุปสงค์ภายในประเทศ

 

 

ภาวะเงินฝืดในจีน ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน นับเป็นช่วงเวลายาวนานที่สุดนับตั้งแต่จีนเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดในช่วงปลายทศวรรษ 1970 โดยนอกเหนือจากญี่ปุ่นแล้ว ยังไม่มีชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ใดประสบภาวะราคาลดลงยาวนานเช่นนี้ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

 

ท่ามกลางการรับมือกับมาตรการภาษีและกระแสกีดกันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ความได้เปรียบด้านการผลิตและความแข็งแกร่งของผู้ส่งออกจีน ยังช่วยพยุงภาคโรงงาน ทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมเติบโตมากกว่า 5% ตลอดเกือบทั้งปีที่ผ่านมา โดยรูปแบบการเติบโตที่ไม่สมดุลนี้ มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในปี 2026 แม้รัฐบาลจะแสดงท่าทีสนับสนุนผู้บริโภคมากขึ้น แต่ก็ไม่น่าจะออกมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ เนื่องจากยังต้องจัดการกับความเสี่ยงจากหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น

 

ทั้งนี้ ผู้นำจีนให้คำมั่นว่า จะเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในระบบเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปีฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลในปี 2026 ขณะเดียวกันยังคงยึดเทคโนโลยีและการผลิตเป็นลำดับความสำคัญหลัก

 

พร้อมกันนี้ รัฐบาลจีน ยังให้คำมั่นว่าจะหยุดยั้งการหดตัวของการลงทุนในปีนี้ แม้ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นจีนจะเร่งเพิ่มการใช้จ่ายด้านการลงทุนจริงหรือไม่ ขณะที่ธนาคารระดับโลกหลายแห่ง รวมถึงโกลด์แมน แซคส์ และสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เริ่มประเมินว่ารัฐบาลจีน อาจปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลงมาอยู่ในช่วง 4.5% ถึง 5% สำหรับปี 2026

 

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ ของจีนที่รายงานวันนี้ ได้แก่

  • การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบรายปี ถือเป็นการเร่งตัวเร็วสุดในรอบ 3 เดือน สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้เล็กน้อย
  • ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. ขยายตัว 0.9% ต่ำสุดนับตั้งแต่จีนเปิดประเทศหลังโควิด-19 และต่ำกว่าคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 1%
  • การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร หดตัว 3.8% ในปี 2025 ซึ่งเป็นการลดลงรายปีครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลเมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว โดยการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ลดลง 17.2% ตลอดปีที่ผ่านมา
  • อัตราการว่างงานในเขตเมืองเดือนธ.ค. อยู่ที่ 5.1% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนพ.ย.

 

ที่มา Bloomberg

 

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by & Editing by

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

สิริพงศ์ สิริชุมศรี