`พรรคประชาชน` พบ ส.อ.ท. พร้อมอุดรูรั่วศก.100 วันแรก - ดัน ORANGE Mega Project ฟื้นประเทศระยะยาว

รูป `พรรคประชาชน` พบ ส.อ.ท. พร้อมอุดรูรั่วศก.100 วันแรก - ดัน ORANGE Mega Project ฟื้นประเทศระยะยาว

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -27 ม.ค. 69 14:53 น.

 

ส.อ.ท. หารือ พรรคประชาชน ชี้หากเป็นรัฐบาลควรเร่งแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้าน "ณัฐพงษ์" เผย 100 วันแรก เร่งอุดรูรั่วในระบบเศรษฐกิจ แก้กม.ล้าสมัยใน 18 เดือน - ดัน ORANGE Mega Project สร้างประเทศระยะยาว 

 

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า ประเทศไทยมีปัญหาในเชิงโครงสร้าง และ มีความท้าทาย ทั้งเรื่องการพัฒนาคน สิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีขั้นตอน และ ปัญหาอุปสรรครออยู่ โดยภาคเอกชนอยากรับฟังถึงแนวทางของพรรคประชาชนในกรณีที่หลังการเลือกตั้ง และ ได้มาเป็นผู้บริหารประเทศจะมีแนวทาง และ วิธีการแก้ปัญหาเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ผู้ประกอบการไปต่อได้อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์ที่สำคัญ

 

"วันนี้ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การแข่งขันภายนอกที่มีมากมาย ซึ่งควบคุมไม่ได้ แต่ปัญหาภายในที่ควบคุมได้จะทำอย่างไร"นายเกรียงไกร กล่าว

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การให้ความเชื่อมั่นว่าหากในอนาคตได้เข้าไปบริหารประเทศจะมีเวทีพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เห็นปัญหาอย่างรอบด้าน ไม่ทิ้งช่วง ทั้งกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน อากาศสะอาด ที่ภาคเอกชนอาจมีข้อห่วงใยในบางประบาง

 

"เราทำนโยบายไม่ได้หวังซึ่งคะแนนเสียงในระยะสั้น เรามองโจทย์ระยะยาว ซึ่งจะเป็นทางออกของประเทศ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การทำนโยบายที่รักษาสมดุลอย่างรอบด้าน และ สนับสนุนนโยบายที่สร้างทางออก และ การเติบทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง"นายณัฐพงษ์ กล่าว

 

โดยหากได้เป็นรัฐบาลภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ เช่น โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง

 

ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่

สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้

สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI” ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

 

  

สำหรับในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

 

ส่วนภาค SMEs เกษตรกร และ แรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว

 

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

 

โดยระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่

 

1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI


2. ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ


3. ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

 

ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และ ยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

 

“พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และ ยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน”นายณัฐพงษ์ กล่าว

 

 

 

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Editing by

กรณัช พลอยสวาท

กรณัช พลอยสวาท

ผู้สื่อข่าวอาวุโส สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย