สินค้าแบรนด์เนม Flash Points • เริ่มต้นฤดูกาลประกาศงบกลุ่มธนาคาร ด้วย TISCO รายงานกำไรสุทธิ 4Q68 ใกล้เคียง ฝ่ายวิจัยและ BB Consensus คาด ที่ 1.6 พันล้านบาท ลดลง 5% QoQ (-4 % YoY) เหตุ เพราะ Non – NII งวดก่อนมีฐานสูง (FVTPL จาก THAI) ด้าน NII ทรงตัว และรายได้ ค่าธรรมเนียมฯ เติบโต 5% QoQ (+3% YoY) เพราะ Banca ตามพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ ขยายตัว (พอร์ตสินเชื่อรวมโต 2% QoQ และ 1.5% YoY), บลจ. และ IB • คุณภาพสินทรัพย์ ณ สิ้นงวด 4Q68 ยังอยู่ในการบริหารจัดการ มีระดับ NPL ทรงตัว QoQ ที่ 2.3% (สิ้นปี 2567 ที่ 2.4%) ด้าน Coverage ratio ใกล้เคียงงวดก่อนที่ 172% เท่ากับ 172% เทียบกับ 3Q68 ที่ 171% (สิ้นปี 2567 ที่ 155%) • ขณะที่การประชุมนักวิเคราะห์ ทางผู้บริหารมองว่าการดำเนินงานของ TISCO น่าจะผ่าน จุดต่ำสุดในปีที่แล้ว จากต้นทุนการเงินต่ำลง ตามวงจรดอกเบี้ย และ Credit cost อยู่ใน การควบคุม โดยสินเชื่อมีโอกาสเติบโตจากเช่าซื้อ นอกจากนี้ทาง TISCO ยังไม่ปิดโอกาส การขยายตัว ผ่านการทำ M&A หากได้ผลตอบแทนน่าสนใจเทียบความเสี่ยง Impact Insight • โดยรวมแม้กำไรฯ ปี 2568 ที่ 6.65 พันล้านบาท (-3.5% YoY จาก Credit cost กลับสู่ ระดับปกติ ตามที่ TISCO เคยให้แนวทางไว้ที่ 1.0% VS 0.6% ในปี 2567) แต่คาดการณ์ ปีนี้พลิกกลับมาเติบโต 2% YoY อยู่ที่ 6.8 พันล้านบาท และมี ROE ราว 15.6% หนุนด้วย NII ตามการ Repricing เงินฝากประจำ และทิศทาง Credit cost อยู่ในการควบคุม หลัง Coverage ratio เกินกรอบการบริหารจัดการที่ 140% - 150% • ด้านแผนขยายตัวในสินเชื่อเช่าซื้อ ช่วงต้นทุนเงินฝากกำลังลง มองเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม ตามความเห็นฝ่ายวิจัย เพราะมาร์จิ้นพอร์ตเช่าซื้อทยอยกว้างขึ้น • ภายใต้ Tier-1 ราว 18% เกินเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. ที่ 8.5% พอควร ขณะที่นโยบายปัน ผลของ TISCO อยู่ราว 90% แล้ว จึงมองว่าการบริหารโครงสร้างเงินทุน ผ่านการ M&A (ใน Valuation ที่เหมาะสม) เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจในการเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น Execution • Total return หลังรวม Div yield ราว 7% ต่อปี (2H68F ที่ 5.75 บาท) อยู่ที่ 2% แม้เชิง Upside จำกัด แต่มองว่าด้วยการส่งมอบกำไรฯ ใกล้เคียงตลาดคาดการณ์ได้ต่อเนื่อง (Earning visibility สูง), ROE เกือบ 16% (VS กลุ่มฯ และ SET ที่ 9%) รวมทั้ง Div yield ข้างต้น ช่วยจำกัด Downside ต่อราคาหุ้น แนะนำอยู่ฝั่งซื้อช่วงราคาย่อตัว (อาทิ วัน XD) กำไรสุทธิ 4Q68 ใกล้เคียงคาดลด 5% QoQ จาก Non – NII งวดก่อนมีฐานสูง กำไรสุทธิ 4Q68 ใกล้เคียงฝ่ายวิจัยและ BB Consensus คาด ที่ 1.6 พันล้านบาท ลดลง 5% QoQ (-4 % YoY) เหตุเพราะ Non – NII งวดก่อนมีฐานสูง (FVTPL จาก THAI) ด้าน NII ทรงตัว และรายได้ค่าธรรมเนียมฯ เติบโต มี รายละเอียดดังนี้ สินเชื่อที่ 2.36 แสนล้านบาท เติบโต 2% QoQ (+1.5% YoY) หนุนด้วยเช่าซื้อ (สัดส่วน 44% ของพอร์ต) บวก 2% QoQ (+3% YoY) จากทั้งรถยนต์ใหม่, มือสอง และรถจักรยานยนต์ ราว 2% - 3% QoQ รวมทั้งรายใหญ่ (สัดส่วน 26% ของพอร์ต) สูงขึ้น 2% QoQ (-1% YoY) ในกลุ่มโรงไฟฟ้า (ส่วนผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ทรงตัว) ขณะที่พอร์ตจำนำทะเบียนรถ (สัดส่วน 18% ของพอร์ต) ขยับขึ้น 1% QoQ (ทรงตัว YoY) หลังการขยายตัวใน กลุ่มนี้ยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง NII 3.4 พันล้านบาท ทรงตัว QoQ (และ YoY) แม้งวดก่อนมีฐานสูงเพราะการรับรู้ดอกเบี้ยพิเศษจากการชำระคืน หนี้ก่อนกำหนดของลูกหนี้รายใหญ่ แต่ชดเชยได้กับ Cost of fund ดีขึ้นมาที่ 1.9% เทียบกับ 2.1% งวดก่อน (4Q67 ที่ 2.4%) ตามการทยอย Repricing เงินฝากประจำ (สัดส่วน 82% ของแหล่งเงินทุนที่มีดอกเบี้ย) หนุน Loan spread อยู่ที่ 5.6% (+10 bps QoQ, +20 bps YoY) Non – NII ที่ 1.5 พันล้านบาท ลด 19% QoQ (+7% YoY) เพราะ Trading income ในส่วนของ FVTPL อยู่ที่ 5 ล้านบาท เทียบ 364 ล้านบาท งวดก่อน (4Q67 ราว 9 ล้านบาท) ตามภาวะตลาด รวมทั้งเงินลงทุนใน THAI ด้าน ค่าธรรมเนียมฯ อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท เพิ่ม 5% QoQ (+3% YoY) จาก Banca ตามสินเชื่อเช่าซื้อ, บลจ. และ IB Cost to income ratio ราว 46.8% ขึ้นจากงวดก่อนที่ 43.4% ตามฐานรายได้รวมต่ำลง (เพราะ FVTPL) แต่ดีขึ้น จาก 48.9% งวด 4Q67 สะท้อนการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ Cost to income ratio ราว 46.8% ขึ้นจากงวดก่อนที่ 43.4% ตามฐานรายได้รวมต่ำลง (เพราะ FVTPL) แต่ดีขึ้น จาก 48.9% งวด 4Q67 สะท้อนการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ Credit cost ที่ 1.0% ลดลงจาก 1.4% งวด 3Q68 (4Q67 ที่ 0.6%) เนื่องจากงวด 3Q68 มีการใส่สำรองส่วนเพิ่ม เพื่อรองรับความเสี่ยง คุณภาพสินทรัพย์ ณ สิ้นงวด 4Q68 มองว่ายังอยู่ในการบริหารจัดการ มีระดับ NPL ทรงตัว QoQ ที่ 2.3% (สิ้น ปี 2567 ที่ 2.4%) ตาม NPL / Loan ของพอร์ตเช่าซื้อและจำนำทะเบียนอยู่ในระดับใกล้เคียงสิ้นงวดก่อน ด้าน Stage 2 / Loan ราว 7.3% (3Q68 ที่ 7.7%) หลังสินเชื่อปล่อยใหม่เป็นไปอย่างระมัดระวังและมีมูลหนี้ราว 4.8 พันล้านบาท (สัดส่วน 2% ของพอร์ต) อยู่ภายใต้มาตรการ คุณสู้ เราช่วย ซึ่งการจ่ายชำระของลูกหนี้กลุ่มนี้ยัง เป็นไปตามเงื่อนไข สำหรับระดับความพร้อมของสำรอง สะท้อนผ่าน Coverage ratio ใกล้เคียงงวดก่อนที่ 172% เท่ากับ 172% เทียบกับ 3Q68 ที่ 171% (สิ้นปี 2567 ที่ 155%) ทั้งนี้ กำไรสุทธิปี 2568 สูงกว่าคาดการณ์เล็กน้อย 2% มาอยู่ที่ 6.65 พันล้านบาท (-3.5% YoY จาก Credit cost กลับสู่ระดับปกติ ตามที่ TISCO เคยให้แนวทางไว้ที่ 1.0% VS 0.6% ในปี 2567) ในขณะที่รายได้รวมเติบโต 2% YoY หนุนด้วย Non – NII ทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมฯ และ Trading income ปี 2569 รับลมหนุนจากวงจรดอกเบี้ยต่ำ จากการประชุมนักวิเคราะห์เช้าวานนี้ แม้เศรษฐกิจมหภาคฟื้นช้า แต่ผู้บริหารมองว่าการดำเนินงานของ TISCO น่าจะผ่านจุดต่ำสุดในปีที่แล้ว จากต้นทุนการเงินต่ำลง ตามวงจรดอกเบี้ย และ Credit cost อยู่ในการควบคุม (กรอบบริหารจัดการราว 1% เท่ากับสมมติฐานฝ่ายวิจัย) โดยสินเชื่อมีโอกาสเติบโต (เป้า 0% - 5% VS สมมติฐานฝ่ายวิจัยโต 3% YoY) หลักๆ อยู่ในสินเชื่อเช่าซื้อ หลัง ธปท. เข้ามาควบคุม ทำให้ผู้ประกอบการรายกลาง - เล็ก อยู่ภายใต้กฎเดียวกับธนาคาร บางส่วนจึงเริ่มชะลอ ปล่อยสินเชื่อ นอกจากนี้ ทาง TISCO กล่าวว่าไม่ปิดโอกาสการขยายตัว ผ่านการทำ M&A หากได้ผลตอบแทนน่าสนใจเทียบความเสี่ยง ด้าน Tier-1 ราว 18% (กรณีที่มีการปรับไปใช้ Basel IV ระดับ Tier-1 จะอยู่ที่ 17%) เกินเกณฑ์ขั้นต่ำของ ธปท. ที่ 8.5% พอควร พร้อมรองรับแผนการเติบโตข้างต้นและรักษาระดับเงินปันผลต่อหุ้นที่ 7.75 บาท ขณะที่ประเด็นอื่น อย่างสถานการณ์น้ำท่วมที่สงขลาในช่วงที่ผ่านมา มองว่าผลกระทบอยู่ในการบริหารจัดการ ซึ่งเป้าหมาย Credit cost ที่ 1.0% ได้ครอบคลุมแล้ว นอกจากนี้ ตามที่ ธปท. ปรับเงินนำส่ง FIDF จาก 0.46% ของเงินฝาก มาอยู่ที่ 0.32% ของเงินฝาก (รวมอยู่ใน Cost of fund ทางบัญชีบันทึก 0.46% ตามเดิม) จะมีเงิน จากส่วนนี้ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้ในมาตรการสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะ SME และ บางส่วนนำไปสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสงขลา ความเห็นฝ่ายวิจัย : โทนโดยรวมสอดคล้องกับประมาณการฝ่ายวิจัย ในเชิงกลยุทธ์การเติบโต ภายใต้วงจร ดอกเบี้ยต่ำ เอื้อต่อการขยายพอร์ตเช่าซื้อ (Loan spread กว้างขึ้น เพราะการ Repricing เงินฝากประจำในระยะ ถัดไป) รวมถึงการหาโอกาสทำ M&A ซึ่งถือเป็นอีก 1 วิธีในการบริหารโครงสร้างเงินทุน ทั้งนี้ ประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 -70 ขยับขึ้นจากเดิมเล็กน้อย สอดคล้องกับกำไรฯ ปี 2568 สูงกว่า คาดการณ์ตามที่กล่าวข้างต้น โดยอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 2% YoY (VS กำไรสุทธิกลุุ่มฯ 2569F ลดราว 4%) มาอยู่ที่ 6.8 พันล้านบาท และมี ROE ราว 15.6% (ปี 2568 ที่ 15.4%) หนุนด้วย NII ตามวัฎจักรดอกเบี้ยและสินเชื่อ ขณะที่ทิศทาง Credit cost น่าจะอยู่ในการควบคุม หลัง Coverage ratio เกินกรอบ บริหารจัดการ (140% - 150%) และนโยบายสินเชื่อเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแนวโน้มกำไรสุทธิ 1Q69 อยู่ในระดับประมาณ 1.65 – 1.7 พันล้านบาท (1Q68 ที่ 1.64 พันล้านบาท) คาดถูก ขับเคลื่อนด้วยสินเชื่อ และ Loan spread ดีขึ้นต่อเนื่อง หลังดอกเบี้ยเงินฝากประจำลดราว 0.10% ตามการปรับ ลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. รอบ ธ.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สมมติฐานเงินปันผลต่อหุ้นปี 2569 – 70 ของฝ่ายวิจัยอยู่ที่ 7.75 บาท เทียบเท่า Dividend payout ratio ที่ 91% และ 87% ตามลำดับ เชิงกลยุทธ์มองว่าอยู่ฝั่งซื้อ ช่วงราคาย่อวัน XD ยังน่าสนใจ อิง GGM (ROE ระยะยาวที่ 16.2%) ให้ PBV ที่ 1.9 เท่า ได้ FV ที่ 105 บาท (เทียบเท่า PER ที่ 13 เท่า) หลังรวม Div yield ราว 7% ต่อปี (2H68F ที่ 5.75 บาท) ให้ Total return ราว 2% แม้เชิง Upside จำกัดแล้ว แต่คาดด้วย การส่งมอบกำไรฯ ใกล้เคียงตลาดคาดการณ์ได้ต่อเนื่อง (Earning visibility สูง), ROE เกือบ 16% (VS กลุ่มฯ และ SET ที่ 9%) รวมทั้ง Div yield ข้างต้น ช่วยจำกัด Downside ต่อราคาหุ้น ในเชิงกลยุทธ์แนะนำอยู่ฝั่งซื้อช่วงราคา ย่อตัว (อาทิ วัน XD) จัดทำโดย : ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 093372 |