ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย พ.ย.68 ขยายตัว อานิสงส์ ส่งออก–ท่องเที่ยวหนุน ขณะที่ภาคการผลิตยังชะลอ–จับตาผลกระทบบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐฯ การฟื้นตัวหลังน้ำท่วม ภาษีทรัมป์ ขณะที่ทั้งปีนี้ ยังมองจีดีพีโตตามคาด 2.2% นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย. ขยายตัวจากเดือนก่อน จากการส่งออกและรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการผลิตปรับตัวลดลงจากหลายปัจจัย โดยการส่งออกสินค้าในเดือน พ.ย. ขยายตัว 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 2% จากเดือนก่อนหน้า ด้านการนำเข้าขยายตัว 17.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 
“ในเดือนพ.ย. พบว่า รายรับภาคการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้น จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกล ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการที่เกี่ยวข้องปรับเพิ่มขึ้น ส่วนอุปสงค์ในประเทศโดยรวมขยายตัวจากการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงรายจ่ายลงทุนของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ”นางสาวชญาวดี กล่าว ขณะที่ภาคการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงในหลายหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว เช่น หมวดปิโตรเลียม ตามการหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และหมวดอารตามการหยุดผลิตชั่วคราวจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนตลาดแรงงานโดยรวมยังทรงตัว แต่ยังต้องติดตามการจ้างงานในภาคการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มที่เผชิญการแข่งขันสูงและในภาคก่อสร้าง สำหรับสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยน ในเดือน พ.ย.และธ.ค.2568 โดยเงินบาทปรับแข็งค่าตามทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายต่อเนื่อง จากตัวเลขเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ออกมาช่วงปลายเดือน พ.ย. และต้นเดือน ธ.ค. ซึ่งยังอ่อนแอ รวมถึงปัจจัยเฉพาะของไทย ได้แก่ กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดพันธบัตรระยะยาว รายรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว และราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง “เงินบาทแข็งค่าที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า เงินบาทแข็งค่าจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งเราติดตามผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พยายามที่จะมีมาตรการออกมาช่วยดูแลและแก้ไข ตอนนี้ จะเห็นว่า วันนี้บรรเทาลงไปได้บ้างในแง่ของค่าเงิน และปิดปีน่าจะเป็นตัวเลขที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา”นางสาวชญาวดี กล่าว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน พ.ย. ติดลบ 0.49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยติดลบน้อยลงจากเดือนก่อนหน้าที่ ติดลบ 0.76% จากราคาผักที่สูงขึ้นจากผลของน้ำท่วม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาค่าโดยสารสาธารณะ อาหารโทรสั่งและของใช้ส่วนตัวปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเครื่องประกอบอาหารลดลง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งจากกิจกรรมในภาคบริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และการบริโภคภาคเอกชนที่ยังมีปัจจัยบวกมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่ง ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือน ธ.ค. คาดว่าทรงตัว ส่วนหนึ่งจากผลกระทบน้ำท่วมในภาคใต้ ขณะที่ธุรกิจยังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการปรับราคาสินค้าได้ยาก การแข่งขันในประเทศที่รุนแรง ต้นทุนการผลิตสูง ความต้องการในประเทศต่ำ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ “ในภาพรวม เราเพิ่งทบทวนประมาณการเศรษฐกิจ และหลายเรื่องได้ใส่ในการประมาณการแล้ว และเครื่องชี้ในเดือน พ.ย.แล้ว พบว่า ภาพรวมน่าจะเป็นไปตามคาด แต่จะมีบางจุดที่ดีกว่าคาด เช่นภาคบริการ และภาคการค้า ส่วนตัวที่ต่ำกว่าคาด เช่น การผลิตภาคอุตสาหกรรม ที่จะต้องดูในเดือน ธ.ค. โดยคิดว่าดูจากตอนนี้น่าจะไม่ได้เปลี่ยนจากคาดในการประมาณการล่าสุด สำหรับประมาณการจีดีพีปีนี้คาดขยายตัว 2.2%”นางสาวชญาวดี กล่าว ทั้งนี้ ระยะต่อไปยังต้องติดตาม การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม ผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท การฟื้นตัวของธุรกิจหลังเหตุการณ์น้ำท่วม ผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ |