โบรกฯ ส่องหุ้นกลุ่มอสังหาฯปี 69 ลุ้นภาพรวมตลาดบ้านเริ่มฟื้นตัว หลังอัตราการดูดซับสุทธิปรับตัวดีขึ้น หนุนกำไรโต 12% จากปีก่อน สวนทาง GDP ชะลอ - ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำ - สต็อกบ้านแนวราบค้างสต็อกสูง ชู AP ยังคงเป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ "Thailand Property" ว่าแนวโน้มปี 69 คงมุมมอง “เท่าตลาด” ต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยไทย โดยคาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางการเติบโตของ GDP ที่อ่อนแอ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำและสต็อกบ้านแนวราบที่ยังขายไม่ออกในระดับสูง อย่างไรก็ดีเริ่มเห็นสัญญาณของการทรงตัวของตลาด เช่น อัตราการดูดซับสุทธิ (net take-up) ที่ปรับดีขึ้น และงบดุลของผู้ประกอบการที่วิเคราะห์อยู่ในระดับสามารถบริหารจัดการได้ 
*** แรงกดดันหลากหลาย แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว
ตลาดที่อยู่อาศัยไทยเผชิญแรงกดดันหลายด้าน โดยคาดว่า GDP จะเติบโตเพียง 1.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 69 ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอและสต็อกบ้านแนวราบที่ยังขายไม่ออกประมาณ 120,000 ยูนิต ซึ่งเป็นข้อจากัดต่อการเปิดโครงการใหม่ อย่างไรก็ดีโมเมนตัมของตลาดเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยยอดพรีเซลส์สุทธิเริ่มทรงตัว และจำนวนโครงการเปิดใหม่รวมของตลาดเพิ่มขึ้นจาก 672 ยูนิตในเดือนเมษายน 68 เป็น 6,074 ยูนิตในเดือนกันยายน 68 โมเมนตัมดังกล่าวคาดว่าจะต่อเนื่องเข้าสู่ปี 69 แม้คาดจำนวนโครงการเปิดใหม่โดยรวมทั้งปีจะยังมีแนวโน้มลดลงก็ตาม *** คาดกำไรอสังหาฯปี 69 เติบโต 12% จากปีก่อน สำหรับปี 69 คาดว่ามูลค่าโครงการเปิดใหม่รวมจะลดลง 7% YoY ขณะที่ยอดพรีเซลส์สุทธิคาดว่าจะเติบโตเล็กน้อย 3% YoY จากการเปิดโครงการที่เหมาะสมและโมเมนตัมตลาดที่ดีขึ้น กำไรรวมของผู้ประกอบการในกลุ่มที่วิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 12% YoY หนุนโดยการฟื้นตัวของพรีเซลส์และการดำเนินงานที่มีเสถียรภาพ อัตรากำไรขั้นต้นของที่อยู่อาศัยคาดว่าจะปรับดีขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 30.3% สะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและระดับสต็อกคงค้างที่ยังสูง *** ชู AP โดดเด่นสุดในกลุ่ม รับความสามารถในการแข่งขัน ใช้กรอบวิเคราะห์ที่ดู ระดับหนี้สินสุทธิ (net gearing) ควบคู่กับระยะเวลาสต็อกคงเหลือเพื่อประเมินความสามารถในการแข่งขันของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผลการประเมินพบว่า AP โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม จากโครงสร้างการเงินที่แข็งแรง มี net gearing ต่าเพียง 0.7 เท่า สต็อกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 ปี และการบริหารแข็งแกร่ง ส่งผลให้กำไรในปี 69 มีแนวโน้มเติบโตได้ราว 11% ขณะที่ SPALI ก็มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งเช่นกัน โดยมี net gearing ต่ำที่ 0.64 เท่า และทำผลงานพรีเซลส์ได้ดีในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีระยะเวลาสต็อกคงเหลือสูงกว่า AP ที่ ประมาณ 4.6 ปี โดยรวมแล้ว ทั้ง AP และ SPALI อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดและรักษาการเติบโตของกำไรได้ดี ท่ามกลางการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อยเป็นค่อยไป 

|