สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569

รูป สรุปข่าวต่างประเทศ ประจำวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -22 ม.ค. 69 8:33: น.

 

*** สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 60.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 26 เซนต์ หรือ 0.4%

 

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ ปิดที่ 65.24 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 32 เซนต์ หรือ 0.5%

 

ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่าอุปทานในตลาดโลกจะตึงตัวมากขึ้น หลังแหล่งผลิตน้ำมันขนาดใหญ่ 2 แห่งในคาซัคสถานหยุดการผลิตชั่วคราว ขณะเดียวกัน ปริมาณการส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาที่อยู่ในระดับต่ำ ยังสะท้อนความคืบหน้าที่ล่าช้าในการฟื้นกำลังการผลิตของประเทศ

 

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า จะงดเว้นการจัดเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าจากประเทศในยุโรปที่คัดค้านความพยายามในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ โดยให้เหตุผลว่ามีการบรรลุกรอบของข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับเกาะดังกล่าวแล้ว

 

การตัดสินใจดังกล่าว ถือเป็นการกลับลำอย่างชัดเจนของผู้นำสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้ใช้แรงกดดันต่อยุโรปหลายครั้งในประเด็นกรีนแลนด์ ท่าทีนี้มีขึ้นหลังการพบหารือกับมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ในการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum – WEF) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของกรอบข้อตกลงดังกล่าว และยังไม่ชัดเจนว่าความตกลงนี้ครอบคลุมเนื้อหาใดบ้าง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เดนมาร์กได้ยืนยันตัดความเป็นไปได้ในการเจรจาโอนกรีนแลนด์ให้กับสหรัฐฯ

 

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า กรอบข้อตกลงที่เขาบรรลุกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต เกี่ยวกับกรีนแลนด์ จะครอบคลุมถึงการเข้าถึงสิทธิในแร่ธาตุสำหรับสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรป รวมถึงความร่วมมือในโครงการป้องกันขีปนาวุธ “โกลเดนโดม” (Golden Dome) โดยทรัมป์กล่าวว่า “พวกเขาจะมีส่วนร่วมในโกลเดนโดม และจะมีส่วนร่วมในสิทธิแร่ธาตุ เช่นเดียวกับเรา” และเมื่อถูกถามว่าข้อตกลงดังกล่าวจะมีระยะเวลานานเพียงใด ทรัมป์ตอบว่า “ตลอดไป”

 

*** จีนปฏิเสธกระแสคาดการณ์ที่ระบุว่า จะเข้ามาแข่งขันแย่งชิงอิทธิพลในโลกตะวันตก ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งกำลังคุกคามต่อการเปลี่ยนสมดุลอำนาจของพันธมิตรด้านความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่ดำรงมายาวนานหลายทศวรรษ โดยกัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า จีนไม่มีเจตนาที่จะแข่งขันขยายอิทธิพลกับประเทศใด และไม่เคยคิดจะทำเช่นนั้น พร้อมย้ำว่า จีนดำเนินความสัมพันธ์กับทุกประเทศบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและความเสมอภาค พร้อมยืนยันว่า จีนยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นพลังเชิงบวก มีเสถียรภาพ และสร้างสรรค์ต่อประชาคมระหว่างประเทศ

 

 

*** ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาใกล้ตัดสินใจเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่แล้ว พร้อมระบุว่าเขาชอบแนวคิดที่จะให้เควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป โดยทรัมป์ตอบหลังถูกถามว่า ใครจะเข้ามาแทนที่เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นเป้าหมายของคำวิจารณ์จากเขามาโดยตลอด โดยระบุว่า รายชื่อผู้เข้าชิงเหลือเพียงไม่กี่คนแล้ว และในความคิดของเขาอาจเหลือเพียงตัวเลือกเดียว ซึ่งเมื่อถูกถามถึงแฮสเซตต์ ทรัมป์กล่าวว่า เขาอยากให้แฮสเซตต์อยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไป เพราะไม่ต้องการเสียบุคลากรที่มีความสามารถ โดยยังกล่าวชมว่า แฮสเซตต์สื่อสารได้ดีมาก

 

*** เคน กริฟฟิน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Citadel กล่าวว่า แรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างหนักในสัปดาห์นี้ควรถูกมองเป็น “คำเตือนอย่างชัดเจน” ต่อบรรดานักการเมืองสหรัฐฯ ให้เร่งปรับปรุงฐานะการคลังของประเทศ

 

กริฟฟินชี้ว่า นักลงทุนในตลาดพันธบัตรสามารถกลับมาใช้พลังต่อรองและเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเป็นการส่งสารที่สำคัญถึงสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า จำเป็นต้องจัดการงบการคลังของประเทศให้เป็นระเบียบ อย่างไรก็ตาม กริฟฟินมองว่า สหรัฐฯ อยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างจากญี่ปุ่น และมีแนวโน้มว่ายังไม่เผชิญความเสี่ยงเร่งด่วนในระยะใกล้

 

*** คณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติท่วมท้น เห็นชอบเดินหน้าร่างกฎหมายที่จะเพิ่มอำนาจให้สภาคองเกรส ในการกำกับดูแลการส่งออกชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้จะเผชิญแรงคัดค้านจากเดวิด แซกส์ ผู้ดูแลนโยบาย AI ของทำเนียบขาว รวมถึงกระแสต่อต้านผ่านโซเชียลมีเดีย โดยไบรอัน มาสต์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศ เป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย “AI Overwatch Act” ตั้งแต่เดือนธ.ค. หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติให้มีการส่งออกชิป AI H200 ประสิทธิภาพสูงของ Nvidia ไปยังจีน

 

 

*** ท่ามกลางความกังวลว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่อาจเข้ามาเขย่าตลาดแรงงานทั่วโลก ทว่าเจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia กลับลดทอนความเสี่ยงในระยะยาว พร้อมชี้ว่าในปัจจุบันแรงงานสายอาชีพที่มีทักษะ กำลังเผชิญกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยหวงกล่าวว่า ช่างประปา ช่างไฟฟ้า และแรงงานก่อสร้าง จะสามารถเรียกรายได้ในระดับ “6 หลัก” ต่อปี จากความต้องการในการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งใช้ในการประมวลผลและฝึกระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยระบุว่า เทคโนโลยี AI จะต้องอาศัยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มูลค่าสูงถึงหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

*** Apple มีแผนปรับโฉม Siri ในช่วงปลายปีนี้ ด้วยการยกระดับผู้ช่วยดิจิทัลให้กลายเป็นแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ตัวแรกของบริษัท ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิต iPhone กระโดดเข้าสู่การแข่งขันด้าน Generative AI อย่างเต็มตัว ซึ่งปัจจุบัน OpenAI และ Google เป็นเจ้าใหญ่ในสนาม โดยแชตบอตดังกล่าวใช้ชื่อรหัสว่า “Campos” และจะฝังการทำงานในระบบปฏิบัติการของ iPhone, iPad และ Mac พร้อมเข้ามาแทนที่อินเทอร์เฟซของ Siri ในปัจจุบัน ผู้ใช้งานยังสามารถเรียกใช้บริการใหม่ได้ในลักษณะเดียวกับ Siri เดิม ไม่ว่าจะเป็นการพูดคำสั่ง “Siri” หรือกดปุ่มด้านข้างค้างไว้บนอุปกรณ์ iPhone หรือ iPad

 

*** ผู้ถือหุ้นของ Intel แสดงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในระดับที่ไม่เคยเห็นมาหลายไตรมาส โดยคาดหวังว่าแผนฟื้นฟูกิจการที่ลิป-บู ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ให้คำมั่นไว้ กำลังเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน การเร่งลงทุนก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกยังช่วยหนุนความต้องการชิปเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิมของ Intel อย่างแข็งแกร่ง โดยความสนใจของนักลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังซีอีโอคนใหม่ เดินหน้าจัดโครงสร้างการลงทุนครั้งใหญ่หลายดีลในปีที่ผ่านมา ท่ามกลางราคาหุ้นที่เคยร่วงหนักในปี 2024 จากความผิดพลาดด้านการบริหารต่อเนื่องหลายปี รวมถึงแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI ที่ล้มเหลว ส่งผลให้ Intel สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง และต้องปรับลดพนักงานหลายพันตำแหน่ง

 

*** เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase เตือนว่า ข้อเสนอในการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะนำไปสู่ “หายนะทางเศรษฐกิจ” ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำจุดยืนสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว และระบุว่าได้ขอให้สภาคองเกรสพิจารณาอนุมัติมาตรการนี้แล้ว ไดมอน กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้ชาวอเมริกันราว 80% สูญเสียการเข้าถึงสินเชื่อ โดยบัตรเครดิต ถือเป็นแหล่งสินเชื่อสำรองที่สำคัญของประชาชนจำนวนมาก

 

*** การส่งออกของญี่ปุ่นในเดือนธ.ค. เติบโตต่ำกว่าคาดการณ์ โดยเพิ่มขึ้นเพียง 5.1% เมื่อเทียบรายปี ท่ามกลางแรงกดดันจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่หดตัวในอัตรา 2 หลัก โดยนักวิเคราะห์ที่สำรวจโดยรอยเตอร์สคาดว่า การส่งออกจะขยายตัวทรงตัวจากเดือนพ.ย. ที่ระดับ 6.1% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจริงสะท้อนแรงส่งที่อ่อนกว่าคาด ตามข้อมูลระบุว่า การส่งออกไปยังสหรัฐฯในเดือนธ.ค. ลดลง 11.1% หลังจากเดือนก่อนหน้าพุ่งขึ้น 8.8% ซึ่งการเพิ่มขึ้นในเดือนพ.ย. ถือเป็นครั้งแรกที่การส่งออกไปสหรัฐฯขยายตัวนับตั้งแต่เดือนมี.ค. ขณะที่การส่งออกไปจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 5.6% ส่วนการส่งออกไปฮ่องกงพุ่งขึ้นถึง 31.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

*** เศรษฐกิจเกาหลีใต้ ชะลอตัวลงในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา หลังการลงทุนภาคก่อสร้างหดตัวอย่างรุนแรง ประกอบกับการส่งออกที่อ่อนแรง กลบแรงหนุนเพียงเล็กน้อยจากการบริโภคภาคเอกชน โดยธนาคารกลางเกาหลีใต้เปิดเผยว่า เศรษฐกิจขยายตัว 1.5% ในช่วงเดือนต.ค. ถึง ธ.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 1.9% และชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 1.8% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี

 

เมื่อเทียบรายไตรมาส ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หดตัว 0.3% ซึ่งเป็นการชะลอตัวรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2022 สวนทางกับการคาดที่ประเมินว่าจะขยายตัว 0.1% สำหรับทั้งปี เศรษฐกิจเกาหลีใต้ขยายตัวเพียง 1% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 ที่เศรษฐกิจหดตัว 0.7% จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิด-19

 

*** ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ปรับตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี ตามทิศทางตลาดวอลล์สตรีทที่ฟื้นตัว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถอยจากท่าทีข่มขู่จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศในยุโรป จากกรณีความขัดแย้งกรีนแลนด์

 

บรรยากาศการซื้อขายฝั่งเอเชียอยู่ในทิศทางบวก โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค ซึ่งดัชนี Kospi พุ่งขึ้นมากกว่า 2% และทะลุระดับ 5,000 จุด ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Kosdaq เพิ่มขึ้น 1.29% ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยดัชนี Nikkei 225 เพิ่มขึ้น 1.22% และดัชนี Topix ซึ่งสะท้อนภาพรวมตลาด ปรับขึ้น 1.03%

 

ในออสเตรเลีย ดัชนี S&P/ASX 200 ปรับขึ้น 0.78% ในช่วงต้นการซื้อขาย หลังจากร่วงลงราว 0.4% ในวันก่อนหน้า ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงอยู่ที่ระดับ 26,616 จุด สูงกว่าระดับปิดล่าสุดที่ 26,585.06 จุด สะท้อนแนวโน้มเปิดตลาดในแดนบวก

 

*** ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในวันพุธที่ผ่านมา ต่อเนื่องจากช่วงก่อนหน้า หลังนักลงทุนแสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภัยคุกคามด้านภาษีจากทำเนียบขาวและความกังวลที่กลับมาอีกครั้งเกี่ยวกับสงครามการค้าโลก โดยการพุ่งขึ้นดังกล่าว ได้จุดกระแสถกเถียงในหมู่นักลงทุนอีกครั้งว่า ราคาทองคำยังสามารถปรับขึ้นได้อีกมากน้อยเพียงใด หลังจากพุ่งแรงในปีที่ผ่านมา

 

ด้านนักวิเคราะห์ที่สมาคมตลาดทองคำลอนดอน (LBMA) ได้สำรวจความเห็นคาดว่า ราคาทองคำจะปรับขึ้นเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในปีนี้ จากการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของสหรัฐฯ จะลดลง การผ่อนคลายนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างต่อเนื่อง และการกระจายทุนสำรองของธนาคารกลางออกจากเงินดอลลาร์ ขณะที่นักกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์อาวุโสจาก ICBC Standard Bank มองว่าราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นไปสูงถึง 7,150 ดอลลาร์สหรัฐ

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting by

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

Editing by

Supak Hopuengju

Supak Hopuengju