ดาวโจนส์ปิดทำนิวไฮ บวก 594.79 จุด หุ้นพลังงานดีดรับข่าวสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

รูป ดาวโจนส์ปิดทำนิวไฮ บวก 594.79 จุด หุ้นพลังงานดีดรับข่าวสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

efinAI


 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -6 ม.ค. 69 7:35: น.

 

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันจันทร์ (5 ม.ค.) โดยดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 594.79 จุด หลังได้แรงซื้อในหุ้นกลุ่มการเงิน ช่วยหนุนดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาล ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นแรง หลังสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร ก่อนสามารถควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาได้

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 48,977.18 เพิ่มขึ้น 594.79 จุด หรือ 1.23% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,902.05 จุด เพิ่มขึ้น 43.58 จุด หรือ 0.64% และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,395.82 จุด เพิ่มขึ้น 160.19 จุด หรือ 0.69%

 

นักลงทุนคาดการณ์ว่า ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ในการควบคุมตัวผู้นำเวเนซุเอลา จะเปิดทางให้บริษัทสหรัฐฯ เข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนพบผู้บริหารจากบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือแนวทางเพิ่มการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา โดยดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานใน S&P 500 ปรับตัวขึ้น 2.7% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ มี.ค. 2025 โดยหุ้นขนาดใหญ่อย่าง เอ็กซอน โมบิล และเชฟรอน ต่างพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

 

ด้านหุ้นผู้ผลิตอาวุธปรับตัวขึ้นเช่นกัน หลังปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ โดยล็อกฮีด มาร์ติน และเจเนอรัล ไดนามิกส์ ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มอากาศยานและกลาโหมใน S&P 500 พุ่ง ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ร็อบ ฮอว์เวิร์ธ นักกลยุทธ์การลงทุนจาก U.S. Bank Wealth Management ระบุว่า หุ้นพลังงานได้รับอานิสงส์จากความคาดหวังว่าประธานาธิบดีทรัมป์ มีแนวโน้มเปิดทางให้บริษัทเหล่านี้ เข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลามากขึ้น และสร้างผลกำไรให้กับตนเองในระยะยาว พร้อมเสริมว่าการที่สหรัฐฯ ไม่ส่งกำลังทหารเข้าประจำการถาวร ทำให้ตลาดหุ้นโดยรวมคลายความกังวลต่อความเสี่ยงของการมีส่วนร่วมทางทหารที่ยืดเยื้อ

 

 

ด้านหุ้นเทสลา ปรับตัวขึ้น 3.1% หลังร่วงลง 7 วัน ติดต่อกัน ขณะที่เอ็นวิเดีย ลดลง 0.4% และแอปเปิลปรับตัวลง 1.4% ส่วนดัชนีหุ้นกลุ่มการเงินใน S&P 500 พุ่งขึ้น 2.2% ท่ามกลางการจับตารายงานผลประกอบการไตรมาสใหม่ โดยนักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทการเงินใน S&P 500 จะมีการเติบโตของกำไรเฉลี่ย 6.7% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาส 4 ซึ่งหุ้นโกลด์แมน แซคส์ และเจพีมอร์แกน เชส ต่างปรับตัวขึ้นมากกว่า 3% และทำสถิติสูงสุดใหม่

 

สตีฟ ซอสนิก หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดจาก Interactive Brokers กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนในช่วงหลัง เอื้อให้กับหุ้นกลุ่มการเงิน และเมื่อนักลงทุนเริ่มมองข้ามหุ้นเทคโนโลยี หุ้นกลุ่มนี้จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความสนใจมากขึ้น

 

ดัชนีหลักทั้ง 3 ของวอลล์สตรีท ทำผลตอบแทนเป็นตัวเลข 2 หลักติดต่อกัน เป็นปีที่ 3 ในปี 2025 ซึ่งเป็นสถิติที่เคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อปี 2021

 

ข้อมูลเศรษฐกิจระบุว่า ภาคการผลิตของสหรัฐฯ หดตัวมากกว่าที่คาดในเดือนธ.ค. ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ขณะที่ตลาดจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร ที่มีกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในปี 2026 ทั้งนี้ ตลาดการเงินคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวมราว 0.60% ในปีนี้ ตามข้อมูลจาก LSEG

 

ที่มา Reuters

 



แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reporting & Editing by

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

สิริพงศ์ สิริชุมศรี

เจ้าหน้าที่ข่าวต่างประเทศ สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย