LGT Private Banking ประเมินการลงทุนปี 69 สินทรัพย์เสี่ยงยังไปต่อแต่ผันผวนสูง ขณะที่ทองคำเป็นสินทรัพย์เด่น ใช้กระจายความเสี่ยงลงทุน มองราคา 5,000 ดอลลาร์ ส่วนหุ้นไทยขาดแรงขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาว ถูกจัดอยู่ในกลุ่มUnder perform นายสเตฟาน โฮเฟอร์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุน ในทีมบริการด้านการลงทุนของ LGT Private Banking ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวถึง มุมมองการลงทุนปี 2569 ว่า สินทรัพย์เสี่ยงยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น คาดการณ์ว่า ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สินทรัพย์เสี่ยงยังคงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีความผันผวนมากขึ้น ทั้งจากความผันผวนของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่ชัดเจนของทิศทางนโยบาย และภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่คาดการณ์ได้ยากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา อิหร่าน และกรีนแลนด์ ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกของปี 
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ - ญี่ปุ่น - จีน ยังไปต่อ
จากมุมมองในระดับภูมิภาค ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดสหรัฐฯ ตลาดญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศญี่ปุ่น) โดยให้ความสำคัญกับประเทศจีนเป็นพิเศษ มูลค่าการประเมินราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงและมีความเสี่ยงต่อการเผชิญแรงขายทำกำไรเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่จะช่วยหนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 ดังนี้ การใช้จ่ายด้านเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ แม้อัตราการขยายตัวของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มีแนวโน้มชะลอลง แต่ความต้องการด้านการประมวลผลสมรรถนะสูงและพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกในการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่มีต้นทุนค่อนข้างต่ำ เพื่อรองรับการเติบโตของระบบนิเวศ AI อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางระดับมูลค่าการประเมินที่ตึงตัวในบางส่วนของอุตสาหกรรม AI การบริหารความเสี่ยงเชิงรุกในการลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI จึงมีความสำคัญ โดยแม้เทคโนโลยีจะยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของพอร์ตการลงทุน นักลงทุนควรพิจารณาแนวทางการลงทุนอื่น ๆ ควบคู่กัน เช่น การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน หรือกลยุทธ์หุ้นแบบ Long Short และอื่น ๆ เพื่อช่วยสร้างสมดุลและรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สภาพแวดล้อมด้านนโยบายของสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในทิศทางที่เอื้อต่อการเติบโต โดยเป็นผลจากการผสานระหว่างมาตรการลดภาษีสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูง ภายใต้กฎหมาย “One Big Beautiful Bill” ที่ประกาศใช้ในเดือนกรกฎาคม 2568 และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายหลังยุคของนายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งมีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการคลังและนโยบายการเงินมีแนวโน้มสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน 2569 หากเศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ แรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐฯมีความซับซ้อนมากขึ้น ในระยะยาว LGT คาดว่าอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีลักษณะเชิงลงโทษทางนโยบาย (Punitive US Import Tariffs) จะมีแนวโน้มปรับลดลงตามการบรรลุข้อตกลงทางการค้าเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ทิศทางของโลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ LGT Private Banking มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง และยังคงยืนยันมุมมองดังกล่าวสำหรับปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ จากการปฏิรูปด้านธรรมาภิบาลองค์กรที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง และการสิ้นสุดของภาวะเงินฝืด ซึ่งล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น สำหรับประเทศจีน บางอุตสาหกรรมมีแนวโน้มสร้างผลการดำเนินงานได้โดดเด่นกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ดังนั้น แทนที่จะลงทุนผ่านกองทุนดัชนีหรือกองทุน ETF การใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงรุกแบบคัดเลือกเฉพาะตัวจึงมีความเหมาะสมกว่า โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมใน “เศรษฐกิจใหม่” อาทิ เทคโนโลยีและธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ยุโรปยังไม่คาดว่าจะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้ดีกว่าสหรัฐฯในปี 2569 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของผลประกอบการภาคธุรกิจในยุโรปที่มีแนวโน้มล่าช้ากว่าสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ปัจจัยไม่แน่นอนที่สำคัญของยุโรป คือ ความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งหากเกิดขึ้น อาจเป็นแรงหนุนทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อยุโรป โดยเฉพาะผ่านการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในวงกว้าง ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสะท้อนภาพการฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง แม้ว่าตลาดอาจได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากภาคเทคโนโลยี แต่ผลการดำเนินงานโดยรวมยังมีแนวโน้มถูกจำกัดจากการเติบโตของ GDP ที่ซบเซา และการเติบโตของผลประกอบการภาคธุรกิจในระดับปานกลาง โดยคาดว่าการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี MSCI Thailand จะอยู่เพียง 4% ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ปัจจัยกดดันสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงอยู่ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่นโยบายการคลังสำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในด้านบวก ตลาดอาจได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตลอดจนการบริหารจัดการเงินทุนของภาคธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านระดับการจ่ายเงินปันผลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และจำนวนการซื้อหุ้นคืนที่เพิ่มขึ้น ทองคำสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงเป็นสินทรัพย์เพื่อการกระจายความเสี่ยงที่น่าสนใจในปี 2569 โดย มองว่าทองคำได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบัน ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่โดยรวมเอื้อต่อการลงทุน รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ นอกจากนี้ ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และแหล่งสร้างผลตอบแทนเชิงบวกในภาวะตลาดที่มีความผันผวนมากขึ้น คาดการณ์ราคาทองคำในช่วง 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ - ประเด็นความเสี่ยงที่น่าจับตามองปี 2569
คงกลยุทธ์เสี่ยงสูง แต่กระจายการถือหุ้นระยะยาวด้วยกลยุทธ์ที่มีความสัมพันธ์ต่ำ เช่น กลยุทธ์ซื้อขายระยะสั้น-ยาว และกลยุทธ์ช่วงตลาดสมดุล คาดว่าความผันผวนของตลาดหุ้นจะสูงขึ้นในปี 2569 เนื่องจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูง อาจกระตุ้นให้นักลงทุนทำกำไรเป็นช่วง ๆ ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับนโยบายการเงินไปในทิศทางผ่อนคลายในปี 2569 การผ่อนคลายนโยบายการเงินควบคู่กับนโยบายการคลังคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ GDP จนกว่าจะเริ่มชะลอตัวในปี 2570 ในระยะยาว อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เข้มงวดคาดว่าจะทยอยลดลงตามข้อตกลงทางการค้าใหม่ แต่ยุคของโลกาภิวัตน์แบบที่ไม่ถูกตั้งคำถามอีกต่อไปได้สิ้นสุดลงแล้ว นอกเหนือจากผู้ชนะด้านเทคโนโลยีและ AI ในปี 2568 การเติบโตของกำไร S&P 500 เริ่มกระจายตัวกว้างขึ้น เศรษฐกิจรูปตัว K ยังคงหนุนกลุ่มผู้บริโภครายได้สูง เช่น การลดภาษีรายได้ของสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 การลงทุนด้าน AI ขยายตัวจากความคาดหวังว่าจะสามารถเพิ่มขนาดได้ (Scaling) แต่คาดว่าอัตราการใช้จ่ายจะเริ่มชะลอตัว ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงของการถือหุ้น AI จึงยังเป็นเรื่องสำคัญ คาดว่า DXY จะอ่อนค่าลงอีกประมาณ 4% ในปี 2569 ซึ่งสะท้อนว่าความอ่อนค่าของดอลลาร์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นไปแล้วในสภาวะนี้ ทองคำยังคงน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงขณะที่ค่าเงินเยนที่อ่อนค่ากว่ามูลค่าที่แท้จริง มีแนวโน้มปรับตัวกลับสู่ค่าเฉลี่ย เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจสูงสุด เราไม่คาดว่าเศรษฐกิจยุโรปจะแซงหน้าสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2569 โดยปัจจัยสำคัญมาจากช่องว่างในการเติบโตของกำไร สำหรับประเทศจีน เราแนะนำให้เน้นลงทุนในภาคเศรษฐกิจใหม่และธุรกิจในประเทศ ปัจจัยตัวแปรสำคัญของยุโรปอยู่ที่ความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งอาจปลดล็อกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเชิงมหภาค โดยเฉพาะการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน แนะนำพันธบัตรระดับ Investment Grade (IG) อายุ 3 ถึง 7 ปี เนื่องจากสามารถรับประโยชน์จากการลดอัตราดอกเบี้ยได้ โดยไม่มีความเสี่ยงมากต่อความขันของกราพอัตราผลตอบแทน หรือความผันผวนของอัตราผลตอบแทนระยะยาว นอกจากนี้ เรายังแนะนำพันขบัตรระดับ BB เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม โดยคำนึงถึงความแข็งแกร่งของงบดุลบริษัท และอัตราการผิดนัดชำระหนี้ที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับตลาดสินเชื่อรวม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของตลาดการลงทุนในปีนี้ คือความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาแล้วถึง 3 ปี ส่งผลให้ในปี 2569 ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นสหรัฐไม่ได้อยู่ในระดับที่ถูกอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงลึก ตลาดอาจกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ที่การเติบโตของกำไรบริษัทมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในอดีตอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ราว 14% ขณะที่ช่วงปี 2563–2568 การเติบโตของกำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 16% สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงมีแนวโน้มที่ดี แต่แนะนำให้นักลงทุนทยอยขายทำกำไรบางส่วน เพื่อกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นมากขึ้น เนื่องจากมองว่าตลาดในปีนี้จะมีความผันผวนสูงขึ้น แม้หุ้นเทคโนโลยียังคงเป็นผู้นำด้านการเติบโตของกำไร แต่เริ่มเห็นการขยายตัวของกำไรไปยังหุ้นนอกกลุ่ม 7 นางฟ้า มากขึ้น - แนะกลยุทธ์ถือครองทองคำ-หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน
ในด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนถือครองทองคำ โดยมองว่าราคาทองคำในปีนี้อาจขึ้นไปแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ พร้อมแนะนำให้ขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม AI บางส่วน และหันไปลงทุนหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และทองคำ ขณะที่มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นลบ โดยมองว่าตลาดอยู่ในภาวะ Underperform สะท้อนจากดัชนี SET ที่เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเดิมมากว่า 10 ปี สาเหตุหลักมาจากศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ยังขาดการสร้างนวัตกรรม เมื่อเทียบกับตลาดอย่างเกาหลีใต้ที่มีหุ้นขนาดใหญ่ด้านนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยขาดการเติบโตในระยะยาวอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ได้คัดหุ้นไทยออกจากพอร์ตการลงทุนตั้งแต่กลางปี 2568 และปัจจุบันไม่มีการลงทุนในหุ้นไทยเลย โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.5–1.7% ซึ่งถือว่าอ่อนแอเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย ขณะที่การเติบโตของกำไรบริษัท (Earnings Growth) คาดว่าจะอยู่ที่ 4% อย่างไรก็ตาม แม้มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยจะยังไม่เป็นบวก แต่ดัชนีปรับตัวลงมามาก อาจมีโอกาสเกิดการรีบาวด์ในระยะสั้นได้บ้าง แต่คาดว่าจะเป็นการฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด 
|