ดรีมทีม 3 สถาบัน ลุย ”Reinvent Thailand” วางเสาเข็มศก.ไทยโต 5% อย่างยั่งยืน  

รูป ดรีมทีม 3 สถาบัน ลุย ”Reinvent Thailand” วางเสาเข็มศก.ไทยโต 5% อย่างยั่งยืน  

efinAI


ดรีมทีม 3 สถาบัน รวมพลังนับหนึ่งฟื้นฟูชาติ ”Reinvent Thailand” แก้โจทย์ประเทศจากรากเหง้าของปัญหาหลังปี 2540 ขาดเสาเข็ม เสริมภูมิคุ้มกันขีดแข่งขันระยะยาว ปลดล็อกกับดัก 3 ปมโครงสร้างอ่อนแอ เพิ่มเงินในกระเป๋า อัดฉีดจีดีพีจาก 2.3 % เป็น 5% ใน 7 ปี 

มติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงปลายปี 2025 (ธันวาคม) คาดการณ์เศรษฐกิจเป็น 2.3% ต่ำสุดในรอบ 30 ปี และรั้งท้ายอาเซียน เทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนกลับยังเติบโตสูง อาทิ เวียดนามโต 6.6% ฟิลิปปินส์ 6.2% และมาเลเซีย 4.6%

หากมองย้อนหลังในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (2015-2024) เศรษฐกิจไทยเติบโตโดยเฉลี่ยเพียง 1.9% ต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของอาเซียนที่ 4.9% เป็นการเติบโตต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 มาก ในช่วงปี 2528-2539 (1985-1996) ไทยเคยเติบโตเฉลี่ยถึง 8.8% ต่อปี แต่หลังวิกฤติปี 2540 อัตราการเติบโตตกลงมาเหลือเฉลี่ย 5% รั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เศรษฐกิจไทยจะยิ่งหมดแรง วิ่งแข่งตามหลังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสในการเติบโต ตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางตลอดกาล ความเหลื่อมล้ำจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เศรษฐกิจจะกระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดกลายเป็นเมืองร้าง และที่สำคัญ ภาระหนักทั้งหมดนี้จะตกอยู่กับคนรุ่นหลัง เป็นผู้รับมือกับวิกฤติที่ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นในอนาคต

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด “Reinvent Thailand” ฟื้นฟูประเทศในเชิงโครงสร้าง แก้ปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรม เพื่อให้ไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง ก่อนที่จะสายเกินแก้

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า ต้นตอของปัญหาอยู่ที่ไม่สามารถแปลงความคิดไปสู่การปฏิบัติ ขาดอำนาจในการขับเคลื่อนโครงสร้างทั้งระบบ จึงเกิดแนวคิดการ “Reinvent Thailand” คิดมาจาก 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย สภาพัฒน์ฯ, คณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการแก้ไขปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจเติบโตต่ำในปัจจุบัน เพียง 2.3% หากปล่อยไปไม่มีการวางแผนจะส่งผลกระทบสู่อนาคตเศรษฐกิจประเทศ

หลังปี 40 ขาดเสาเข็มเอื้อไทยเติบโต

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยไม่มีนโยบายจากภาครัฐที่ช่วยสร้างขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศในระยะยาว ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปกระตุ้นด้านค่าครองชีพ และบางมาตรการฉุดรั้งแผนการเติบโตมากกว่า จึงทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง เพราะอำนาจเป็นฝ่ายการเมือง ไม่ทำให้หน่วยงานทำงานเชื่อมต่อกัน จึงทำให้ไทยพัฒนาไม่เท่าทันกับสถานการณ์โลกในยุคปัจจุบัน

โดยบทบาทการขับเคลื่อนประเทศที่แท้จริง รัฐมีหน้าที่ปลดล็อกกฎระเบียบ โดยเอกชนทำหน้าที่ผู้นำการขับเคลื่อน เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจในแต่ละอุตสาหกรรม “รัฐมีหน้าที่ปลดล็อกกฎหมาย สร้างกติกาให้เกิดขึ้นจริง หากรัฐพยายามคิดแทนเอกชน ก็จะไม่ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ”

ขณะนี้ได้เริ่มจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) มีการวางกรอบสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยการลดความเหลื่อมล้ำ กระจายประโยชน์ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ตัวเลขขยายตัวเฉลี่ย 5% ต่อปี จากปัจจุบัน 2.3% ถือว่าต่ำสุดในรอบ 30 ปี และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่มีการเพิ่มการเติบโตโดยการสร้างรายได้และการลงทุนใหม่สู่ประเทศ

โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมุ่งเน้นขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมที่เป็นฐานรากของสังคมไทย นั่นก็คือ เกษตรและอาหาร แม้จะมีโอกาสดึงเงินลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ผลประโยชน์ตกเพียงธุรกิจขนาดใหญ่ไม่กี่ราย และเป็นภาพลักษณ์ให้กับประเทศ แต่ภาคเกษตรและอาหารเกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตเกษตรกรที่เป็นฐานรากของคนไทย

“แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะเดินหน้าในอุตสาหกรรมเป้าหมายในกลุ่มที่ประเทศไทยมีรากฐาน เช่น อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร รวมถึงการดูแลสุขภาพ ที่จะดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ สร้างโอกาสในการส่งออก สร้างขีดความสามารถการแข่งขันที่เน้นมูลค่า สร้างความแตกต่างในสินค้า ไม่แข่งขันสินค้าราคาถูกจากจีน”

3 เรื่องที่ทำให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย

  1. ต้องทำต่อเนื่องจริงจังโดยเริ่มต้นจากภาคเอกชน โดยให้นโยบายเป็นผู้ผลักดัน
  2. ภาคเอกชนต้องปรับตัวเตรียมความพร้อม และลงทุนในการขยายกิจการไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นอนาคตที่ตลาดต้องการ เช่น เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
  3. สร้างความหวังทำงานร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อก้าวผ่านความท้าทายของประเทศ

กับดัก 3 เรื่อง ฉุดจีดีพีไทยโตต่ำ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ให้ความเห็นถึงอุปสรรคที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เพราะติดกับดัก 3 เรื่อง คือ

  1. กฎระเบียบและการอนุญาตที่ต้องขอจากหลายกระทรวง หลายกฎหมาย นี่คือปัจจัยหลักที่เปิดทางให้เกิดการคอร์รัปชันในระบบราชการ
  2. การขยายเศรษฐกิจเติบโตต่ำเกิน เพียงไม่เกิน 2% เทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ขยายตัวถึง 5% ทิศทางที่จะฉุดทำให้ไทยไปไม่รอดในระยะยาว หมดโอกาสเติบโต ทิ้งภาระในการขับเคลื่อนการเติบโตให้เป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลัง
  3. ผลิตภาพการขับเคลื่อนการผลิตไม่ขยายตัว เพราะสังคมผู้สูงวัย ทำให้อัตราแรงงานในตลาดลดลง และยังใช้เทคโนโลยีไม่เต็มประสิทธิภาพ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนไป แต่ไทยยังอยู่ในข้อจำกัดเดิมๆ

4 ข้อปั้มจีดีพีแตะ 5% ใน 7 ปี ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง

แนวทางการขับเคลื่อนให้ไทยขยายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP เพิ่มจาก 2.3% จึงต้องการเพิ่ม GDP อีก 2.7% จึงขยับไปสู่ 5% มีแนวทางดังนี้ คือ

1. ดึงแรงงานกลับเข้าสู่ระบบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์วิกฤติโครงสร้างแรงงาน จำนวนแรงงานในระบบมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ที่เป็นอุปสรรคขาดกำลังคนเข้ามาขับเคลื่อน จึงจะเพิ่ม GDP 0.55% ดังนั้นหากเพิ่มจำนวนแรงงานเข้าระบบ

การเพิ่มจำนวนแรงงานมาเข้าสู่ระบบ โดยไม่ทำให้สังคมและเศรษฐกิจเสียสมดุล ด้วยวิธีการทำทันทีแล้วเห็นผลเร็วที่สุด ดังนี้

  • ให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบ ราว 230,000 คนเข้าระบบ ในภาคการผลิตทั้งในอุตสาหกรรม เกษตร และบริการ โดยไม่ต้องรอการปรับกฎหมายหรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
  • ขยายอายุเกษียณในภาคเอกชน จากอายุ 55 ปี เป็น 60 ปี โดยการอัพสกิล รีสกิล (เพิ่มทักษะ) แม้จะไม่ใช่แรงงานที่มีผลิตภาพสูงที่สุด แต่มีบทบาทในการประคองระบบแรงงานโดยรวม ช่วยลดแรงกดดันจากการขาดแคลนแรงงานในช่วงเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างประชากรได้
  • เพิ่มแรงงานจากการลดคนเข้าเกณฑ์ทหาร จาก 80,000 คน เหลือ 40,000 คน ต่อปี โดยการเปิดทางเลือกให้เข้าสมัครเกณฑ์ทหาร ช่วยดึงแรงงานจากเกณฑ์ทหารเข้ามาอีก 4 หมื่นคนต่อปี
  • โจทย์ยากคือ การรักษาแรงงานไม่ให้หล่นหายไปจากระบบ เนื่องจากเสียชีวิตรวม 50,000 คนต่อปี มีสัดส่วน 0.5% ต่อ GDP จาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การสูญเสียจากอุบัติเหตุ 20,000 คนต่อปี และจากปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 อีก 30,000 คน ต่อปี

“การแก้ปัญหาแรงงานของไทย เป็นการผสมผสานหลายเครื่องมือเข้าด้วยกัน ระยะสั้นต้องพึ่งแรงงานต่างด้าว ระยะกลางต้องปรับโครงสร้างอายุเกษียณและระบบเกณฑ์ทหาร ขณะที่ระยะยาวต้องลงทุนกับความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของแรงงาน การรักษาแรงงานที่มีอยู่ให้ปลอดภัยและมีคุณภาพ คือวิธีเพิ่มแรงงานที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทยในอนาคต”

2. ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น

ที่ทำให้เพิ่มขั้นตอนซับซ้อนในการออกใบอนุญาต

3. ปรับกติกาการค้าให้สมเหตุสมผล

โดยเฉพาะการเปิดการค้าเสรี ในกลุ่มสินค้าที่สร้างโอกาสมากกว่าอุปสรรค

4. เพิ่มประสิทธิภาพภาคการผลิต

ยกระดับศักยภาพ

ดร.สมเกียรติ อธิบายเพิ่มเติมว่า วิธีการหาทางเพิ่มการลงทุน เพื่อขยายเศรษฐกิจ จะต้องเริ่มต้นจากการลดกฎระเบียบภาครัฐที่ซับซ้อนในการเพิ่มขั้นตอนการอนุญาตการประกอบกิจการโดยไม่จำเป็น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการบริโภค จะเพิ่มได้จาก 0.6% เป็น 1.2% และปรับปรุงกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 1.4% โดยรวมราว 2.7%

“การเปิดเสรีการค้า (FTA) ข้อเรียกร้องจากทรัมป์ ในบางกลุ่มธุรกิจ จะช่วยทำให้กติกาการทำธุรกิจง่ายขึ้น เช่น การขออนุมัติการเปิดโรงคั่วกาแฟ มีความยุ่งยาก มีการตั้งกำแพงภาษีนำเข้ากาแฟคั่วสูงถึง 70-80% เพื่อปกป้องกาแฟในประเทศ แต่กลับนำเข้ากาแฟจากมาเลเซียตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AEC) จึงถึงเวลาคิดใหม่ในการวางโครงสร้างการปกป้องสินค้าบางกลุ่ม แต่กลับไม่สอดคล้องกัน และแนวทางปฏิบัติไม่ได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ หากดำเนินการตามนี้ จะส่งผลทำให้เพิ่มการเติบโต GDP จาก 2% เพิ่มเป็น 5% ภายใน 7 ปี โดยภายใน 15 ปี จะทำให้ประเทศไทยเติบโตรายได้ประชากรต่อหัวเป็น 2 เท่า ส่งผลทำให้ไทยก้าวสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง จาก 7,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี เพิ่มเป็น 14,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี

“ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แรงงานหายจากตลาด นี่ไม่ใช่อนาคต แต่มันคือปัจจุบัน เราต้องคิดเรื่องแรงงาน ทั้งไทย และต่างชาติ จึงต้องมีการอัพสกิล และรีสกิล โดยนำการใช้เทคโนโลยีทดแทน ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบมันไหลไปเอง”

ภาควิชาการประชาชนต้องร่วมมือกันกดดันรัฐบาลให้มีความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย ดังนั้นไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาล จะอยู่ระยะสั้นหรือระยะยาว ไม่สำคัญ หากทุกรัฐบาลสานต่อนโยบาย โดยไม่ต้องนับหนึ่งทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล

ปิดวังวนการเมือง ด้วยความร่วมมือ

ชนะ ภูมี ที่ปรึกษา CEO เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทุกคนจะต้องมองในแง่บวก มีหลายสิ่งที่น่าสนใจ อาทิ เกษตร อาหาร เทคโนโลยี และเวลล์เนส สิ่งสำคัญคือเริ่มต้นแก้ไขปัญหาวังวนเก่าๆ ต่างคนต่างทำงาน เมื่อเปลี่ยนพรรคการเมือง ก็เปลี่ยนนโยบาย ขาดความต่อเนื่อง ปัญหาในเชิงโครงสร้าง จึงต้องเริ่มต้นจากสร้างความร่วมมือในจุดที่สามารถทำได้แล้วประสบความสำเร็จ

“จากจุดเล็กๆ เคลื่อนไปสู่ภาพใหญ่ ตามที่โมเดลสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ได้ทำสำเร็จ สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างการทำงานเชื่อมต่อกันระหว่างภาครัฐและเอกชนไม่ให้สะดุด โดยใช้ทุนมนุษย์ พัฒนาเทคโนโลยีในบริบทของไทย เป็นการยกระดับเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมใหม่”


แท็กที่เกี่ยวข้อง