“กรมโลกร้อน” ชี้ไทยต้องรุกธุรกิจคาร์บอนต่ำ ชูพ.ร.บ.โลกร้อน เส้นเลือดใหญ่ดึงดูดเงินลงทุน

รูป “กรมโลกร้อน” ชี้ไทยต้องรุกธุรกิจคาร์บอนต่ำ ชูพ.ร.บ.โลกร้อน เส้นเลือดใหญ่ดึงดูดเงินลงทุน

efinAI


กรมโลกร้อน ชี้ไทยต้องเดินตามเวที COP เดินหน้าสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ เชื่อเป็นทิศทางใหม่เศรษฐกิจโลก นำสังคม สิ่งแวดล้อม เป็นต้นทุน เพื่อความยั่งยืน ย้ำพ.ร.บ.โลกร้อน คือเส้นเลือดใหญ่ดึงดูดเงินลงทุน กระจายพลังสร้างเศรษฐกิจไทยสู่สุขภาพยืนยาวในอนาคต

ยิ่งนับวันเปิดศักราชรับปีใหม่ คนทำการค้า ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับกติกาโลกใหม่ ที่”กดดัน” ให้ธุรกิจเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติตามหลักการ ESG (สมดุลธุรกิจ ด้วยสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล) เช่น กำหนดการวัดการปล่อยคาร์บอน, การทำรายงาน ESG , แม้แต่การเดินทาง บนตั๋วเครื่องบินยังต้องมีการระบุอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพราะสิ่งแวดล้อมและสังคม คือต้นทุนแฝงที่ธุรกิจไม่เคยต้องจ่ายให้ วันนี้ถูกนำมาเป็นต้นทุนที่แท้จริงของธุรกิจ

นี่คือ แนวคิดของเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ต้องมัดรวม ให้นักลงทุนได้เห็น และสิ่งสำคัญจะเป็นเงื่อนไขในการดึงดูดเงินลงทุน นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในดาต้า เซ็นเตอร์ในไทย ในวันนี้ต่างถามหาพลังงานไฟฟ้าสีเขียว

แม้ล่าสุดประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะถอนตัวออกจากการลงนามเวที คือการประชุมสภาพภูมิอากาศระดับโลกภายใต้ (COP-Conference of the Parties ) ที่ประเทศต่างๆ มาร่วมกันกำหนดทิศทางตาม อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ที่จะส่งผลกระทบกับชีวิตและธุรกิจในประเทศไทยในอนาคต

COPเวทีชี้ทิศทางเศรษฐกิจโลกใหม่มุ่งสู่ Net Zero

คุณพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงแนวทางการกำหนดทิศทางประเทศไทยภายหลังลงนาม COP และ UNFCCC ว่าหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงเวทีรักษ์โลก แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ล้วนต้องมีการกำหนดแผนตามเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยมี 132 ประเทศได้ลงนามร่วมกัน จากทั้งหมด 197 ประเทศ

ความเสี่ยงและความท้าทายของไทย

ทั้งนี้ ไทยมีส่วนสำคัญของการได้รับผลกระทบภัยพิบัติรุนแรง ที่จะต้องปรับเปลี่ยนการทำงาน ที่เชื่อมโยงกับผลผลิตทางการเกษตร ที่เป็นรากฐานสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ

“ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงจากผลกระทบภัยพิบัติ จึงต้องปรับตัวรักษาความสามารถการผลิตและความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน”

โอกาสจากเงินลงทุนสีเขียว

สิ่งที่นำไปสู่ จุดเปลี่ยนสำคัญอีกด้านคือ การเปลี่ยนผ่านที่จะเริ่มมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศเพื่อรับการเติบโตภายใต้เศรษฐกิจใหม่และกติกาใหม่มากขึ้น ทั้งจากเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและการลงทุนหุ้น (Equity) ที่จะมีการเชื่อมโยงกับแผนการลดก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นทางออกของประเทศ

“โจทย์ของประเทศจะต้องพร้อมในการดึงดูดเงินลงทุน เพราะยุคนี้แผนการลดก๊าซเรือนกระจกไม่ใช่แค่เป็นเพียงกระดาษเปล่าหรือวาทกรรมของผู้นำอีกต่อไป เป็นภาวะที่ไทยจะต้องปรับตัวเร่งลดก๊าซ โดยการเข้าไปกดดันรูปแบบการดำเนินธุรกิจภายในประเทศ”

เข็มทิศโลกยังเดินต่อ แม้สหรัฐถอนตัว

แม้ยุคทรัมป์จะนำสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงเวที COP แต่ประเทศใหญ่ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และยุโรป ยังคงเดินหน้าไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสหรัฐจะเป็นหนึ่งในนั้น หากมองเห็นผลประโยชน์ของการดึงดูดเงินทุนที่ส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจประเทศเติบโต สุดท้ายก็ต้องมุ่งไปสู่เส้นทางเดียวกันกับทั้งโลก

พ.ร.บ. โลกร้อน เส้นเลือดใหม่เศรษฐกิจไทย

พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (โลกร้อน) ที่ผ่านการอนุมัติของครม.ไปตั้งแต่เดือนที่ผ่านมา มีสาระสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนและการเติบโตของเศรษฐกิจไทย รวมถึงพฤติกรรมของคนไทย อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ดังนี้

  1. การบังคับให้มีการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การให้ความสำคัญกับการจัดการก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจจะเสริมสร้างโอกาสแข่งขันของประเทศไทย สร้างโอกาสให้เป็นต้นทุนให้มีความพร้อมในด้านธุรกิจคาร์บอนต่ำ แทนการปล่อยให้เป็นต้นทุนและเงื่อนไขที่จะสร้างอุปสรรคทางการค้าทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  2. ตลาดคาร์บอน

ช่วยดึงดูดเงินลงทุนเศรษฐกิจสีเขียว เพราะหากมีกฎหมายที่สอดคล้องกับกติกาโลก เท่ากับให้ความสำคัญความหลากหลายทางชีวภาพ หลักสิทธิมนุษยชน จริยธรรม และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

โดยการออกแบบเศรษฐกิจให้สมดุลกับธุรกิจ มีหน้าที่ธุรกิจต่อความรับผิดชอบของโลก เป็นกลไกสำคัญการดึงดูดการลงทุนในเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ

ทำให้เกิดกลไกการพัฒนาระบบการซื้อขายการปล่อยก๊าซ (Emissions Trading System-ETS) กำหนดให้มีการคุมเพดานการปล่อยก๊าซในธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งประเทศไทยมีราว 4,000 แห่ง ที่จะมีผู้ที่ต้องจ่ายจริงเพียงเล็กน้อย จะเป็นการสร้างโอกาสให้ภาคการเงินเข้ามาลงทุนในด้านเกษตร อุตสาหกรรมป่าไม้

  1. ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

เป็นแนวทางที่จะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับผู้บริโภคแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยการแบ่งรูปแบบภาษีจ่ายแบบยืดหยุ่น นำไปสู่การตั้งกองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อรัฐเก็บเงินได้ จะมีการตั้ง “กองทุนสภาพอากาศ” เพื่อนำเงินกลับไปให้กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้พัฒนาธุรกิจ โดยมีภูมิคุ้มกันเพื่อใช้เวลาปรับตัว ยกระดับประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่คุณภาพ เน้นราคาและกำไรสูง

“เรามี พ.ร.บ. โลกร้อนเป็นตัวตั้งต้นทำให้เกิดเส้นเลือดวิ่งไปทั่วร่างกาย กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศในทุกจุด ที่จะมีการทำงานอย่างบูรณาการมากขึ้น”

แท็กที่เกี่ยวข้อง