จุฬาฯ เปิดข้อมูล น้ำท่วมกทม. เสียหายนาทีละ 10 ลบ. ยกบทเรียน 5 มิติ จัดการน้ำก่อนวิกฤติ 

รูป จุฬาฯ เปิดข้อมูล น้ำท่วมกทม. เสียหายนาทีละ 10 ลบ. ยกบทเรียน 5 มิติ จัดการน้ำก่อนวิกฤติ 

efinAI


จุฬาฯ เตือนภัยน้ำท่วมซ้ำซาก เชียงราย หาดใหญ่ อยุธยา  ชี้หากเกิดในกทม. ทำเศรษฐกิจพัง 10 ล้านบาท/นาที เดินหน้าถอดบทเรียน 5 มิติ เตือนภัยล่วงหน้า ก่อนเกิดวิกฤติ บูรณาการวิชาการทุกแขนงวางยุทธศาสตร์เชิงรุก ยกเครื่องกฎหมาย ร่วมมือข้ามฝั่งรัฐ เอกชน ชุมชน 

ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปาฐกถาเปิดงานในสัมมนา “Water Resilience Forum 2026” ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่หรืออุทกภัยที่ผ่านมาในหลายพื้นที่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในต่างจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร เกิดบ่อยขึ้นและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะหากน้ำท่วมเกิดในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ ความเสียหายอาจสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที

นอกจากนี้ ภัยน้ำท่วมเหล่านี้ควรได้รับการพัฒนาเป็นบทเรียนสำคัญในการเตรียมการรับมือล่วงหน้า โดยเฉพาะเมื่อมีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดความสูญเสีย และเร่งฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

ดังนั้น การรับมือกับภัยพิบัติจำเป็นต้องบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และสถาปัตยกรรม เพื่อวางยุทธศาสตร์สำหรับเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ อย่างมีประสิทธิภาพ การร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนอนาคตที่มั่นคงให้กับเมือง

“น้ำท่วมซ้ำซากเป็นเรื่องที่ต้องพึ่งพาวิชาการจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และสถาปัตยกรรม เพื่อร่วมกันสร้างระบบรับมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังขาดกลไกเชื่อมโยงงานวิจัยและข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อสร้างยุทธศาสตร์รับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งจำเป็นคือการยกเครื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งเสริมความร่วมมือของทุกเมืองทั่วโลก เพื่อเตรียมพร้อมในการป้องกัน บรรเทา และฟื้นฟูภัยพิบัติอย่างยั่งยืน โดยต้องมีระบบเตือนภัยล่วงหน้า และบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อปกป้องทั้งชีวิต เศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนทางสังคม

จุฬายกบทเรียนน้ำท่วมสู่ระบบจัดการน้ำ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อ “โลกรวน น้ำแปรปรวน : สังคมไทยต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้” ว่า ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เป็นปัญหาที่เกิดซ้ำและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการเดิมอีกต่อไป เนื่องจากความรุนแรงของผลกระทบเพิ่มสูงขึ้นจากความแปรปรวนของภูมิอากาศ จำเป็นต้องมีวิธีคิดและแนวทางใหม่ในการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทรัพยากร วางผังเมือง ดูแลพื้นที่สีเขียว รวมถึงระบบเตือนภัยและการสื่อสารกับประชาชน

“จุฬาฯ มุ่งเป็นศูนย์กลางด้านการเตรียมความพร้อมและการปรับตัวต่อภัยพิบัติ โดยการจัดการน้ำต้องไม่อิงเพียงหลักวิศวกรรมเท่านั้น แต่ต้องรวมกฎหมาย การสื่อสาร เศรษฐกิจ สุขภาพจิต และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเข้าไว้ด้วย”

นอกจากนี้ ยังต้องแปลงองค์ความรู้ทางวิชาการสู่การปฏิบัติจริง พร้อมสร้างวัฒนธรรมเมืองที่พร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีก 5-10 ปี ทั้งในด้านการดำเนินชีวิตและการวางผังเมืองใหม่ที่เหมาะสม

“การเตรียมความพร้อมที่ดีที่สุด คือการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ภาคประชาชน และความร่วมมือกับเครือข่ายนานาชาติ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน”

5 มิติปรับตัวเมืองกับน้ำ นำร่อง 4 เมืองต้นแบบ

ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำเสนอความร่วมมือภายใต้ 5 มิติ สู่ “The Resilient Metropolis” หรือเมืองแห่งความมั่นคง เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านน้ำในระยะยาว โดยเน้นการรวมพลังด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของชุมชน

1.พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement) ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิม เช่น อุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ พร้อมใช้เทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลคาดการณ์ฝนตกหนักล่วงหน้า

2. การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management) ขยายการป้องกันจากเมืองสู่ลุ่มน้ำ ด้วยแบบจำลองอุทกวิทยาและข้อมูลดาวเทียม เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำล่วงหน้า และจัดการน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ

3. นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation) ประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติจากต่างประเทศ เช่น ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ หรือแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีน ควบคู่กับการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น

4. การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy) ส่งเสริมการอยู่ร่วมกับน้ำ โดยปรับผังเมืองให้ยืดหยุ่น และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

5. ขับเคลื่อนข้อมูลวิจัยอย่างอัจฉริยะ (Smart Data & Research) ใช้ข้อมูลและงานวิจัยเป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมให้เหมาะกับบริบทพื้นที่ และสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน

ทั้งนี้ จุฬาฯ ยังร่วมมือกับ MIT (สหรัฐฯ) ในโครงการจัดการน้ำครบวงจรใน 4 จังหวัด ได้แก่ น่าน: รักษาป่าต้นน้ำ ชัยนาท: เปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกร นครปฐม: พัฒนาคุณภาพน้ำ และกรุงเทพฯ: เพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ฝน

เจาะแผนเชิงรุกน้ำท่วมกทม.ในอีก 5-10 ปี

ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ชี้ว่า กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อต้องเผชิญฝนตกหนักร่วมกับน้ำหนุนจากทะเล และน้ำเหนือพร้อมกัน จะทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้ง่าย เช่น ปี 2554 และปี 2565 ซึ่งเกิดฝนตกเฉลี่ยสูงถึง 800 มม./เดือน และเกิดจุดท่วมกว่า 700 จุด

แนวทางป้องกันระยะกลางถึงยาว จึงต้องสร้างระบบป้องกันแบบปิดล้อม ควบคู่กับการก่อสร้างแนวเขื่อนสูง 3.5-5 เมตร ตลอดความยาว 88 กม. รอบแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีแผนขยายความสูงในอนาคตด้วย

ระบบท่อระบายน้ำ คูคลอง และสถานีสูบน้ำ รวมถึงระบบทางด่วนระบายน้ำออกสู่แม่น้ำ ถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการระบุจุดเสี่ยงน้ำท่วม แก้ไขไปแล้วกว่า 300 จุด และมีแผนดำเนินการอีกกว่า 200 จุด แบ่งพื้นที่จัดการเฉพาะจุด เพื่อป้องกันเมืองทั้งระบบ

แท็กที่เกี่ยวข้อง