8 เทรนด์ ESG 2026 ฝัง Mindset ความยั่งยืนสู่กลยุทธ์ธุรกิจ

efinAI
เจาะ 8 เมกะเทรนด์ ESG 2026 ที่ภาคธุรกิจต้องจับตา ผู้นำองค์กรต้องปรับไมด์เซ็ท ฝังแนวคิดความยั่งยืน ผสานตัวชี้วัดมิติสังคม และสิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล เข้าสู่แผนกลยุทธ์ธุรกิจ
เมื่อความสนใจของโลกในด้านความยั่งยืนทวีความรุนแรงขึ้น ปี 2026 กำลังจะกลายเป็นปีแห่งการกำหนดทิศทางสำหรับ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) ไม่ใช่แค่เป็นคำฮิตอีกต่อไป แต่กลายเป็นภารกิจหลักของธุรกิจ ภูมิทัศน์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้แรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน ลูกค้า และเทคโนโลยี นี่คือเทรนด์สำคัญที่บริษัทควรจับตา และลงมือทำ เพื่อเป็นผู้นำในการใช้ ESG มาเป็นกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตในโลกธุรกิจใหม่
1. รายงาน ESG กลายเป็นข้อบังคับ ไม่ใช่ทางเลือก (Mandatory ESG Reporting Goes Mainstream)
ยุคของการรายงานแบบสมัครใจใครจะทำก็ทำ ไม่ทำก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะทุกองค์กรจะต้องเริ่มนำข้อมูลภายในองค์กรมาเปิดเผยอย่างความโปร่งใส ซึ่งจะถูกนำมาบังคับใช้กลายเป็นมาตรฐานพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจ เริ่มต้นกำหนดแล้วในประเทศสหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร ได้กำหนดให้ธุรกิจต้องรายงานความยั่งยืนที่สอดคล้องกับ ISSB (IFRS S1 และ S2) มาใช้ เพราะการเปิดเผยข้อมูล ESG ถูกนมาใช้คู่กับการรายงานทางการเงิน สอดคล้องกันกับข้อกำหนดของ CMA และ FCA
สิ่งที่องค์กร ต้องเตรียมพร้อม ประกอบด้ย
- เตรียมความพร้อมสำหรับการรายงานตามมาตรฐาน ISSB แม้ยังไม่บังคับใช้
- ลงทุนในระบบข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (โปรแกรมดิจิทัลอัตโนมัติ และตรวจสอบได้)
- การฝึกอบรมทีมการตลาดและการสื่อสาร เมื่อต้องเปิดข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม จะนำหลักฐานสนับสนุนการดำเนินงานได้ชัดเจน
- นำเกณฑ์ตัวชี้วัด ESG เป็นเป็นหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานคู่กับตัวเลขธุรกิจ ทั้งกำไร ยอดขาย และกระแสเงินสด ให้ผู้บริหารได้ใช้ตัดสินใจ
2. แผนเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ต้องเป็นจริงได้ (Net Zero Transition Plans Need to Get Real)
การให้คำมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่คาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ถึงปี 2050 ไม่เพียงพอ แต่ภาคธุรกิจแสดงแผนดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย ตั้งแต่วันนี้ เช่น เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหราชอาณาจักร มีผลผูกพันทางกฎหมาย จึงต้องเปิดเผยแผนการเปลี่ยนผ่าน โดยจัดทำแผนการลดคาร์บอนที่ชัดเจน น่าเชื่อถือ และคำนวณต้นทุนได้
สิ่งที่ต้องทำ:
- เผยแพร่แผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระยะกลาง (5 ปีแรก) ปี 2030 โดยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
- การประเมินผลกระทบทางการเงินหลังจากวางแผนกลยุทธ์การลดคาร์บอน (ค่าใช้จ่ายต้นทุน การประหยัดพลังงาน และลดความเสี่ยงจากทุกด้าน)
- เปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าในทุกอุปกรณ์ที่ทำได้ – ยานพาหนะ อาคาร ความร้อน
- ร่วมมือกับซัพพลายเชน (Scope 3) เพื่อติดตามการปล่อยคาร์บอน(Carbon Foootprint)
3. ความยั่งยืนของซัพพลายเชน, ธุรกิจ SMEs กลายเป็นข้อบังคับต้องรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใส (SMEs&Supply Chain Sustainability Transparency — Sustainability Up the Value Chain)
ปี 2026 ไม่ใช่แค่เกี่ยวกับบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ก็อยู่ภายใต้เลนส์ ESG มากขึ้น เมื่อบริษัทขนาดใหญ่เรียกร้องห่วงโซ่อุปทานให้ปฏิบัติให้สอดคล้อง ESG SMEs เช่น มีการจัดซื้อที่โปร่งใส นโยบายสิ่งแวดล้อม และ KPIs ความยั่งยืนที่วัดผลได้มาใช้เพื่อรักษาสิทธิ์อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ถือเป็นการจัดทำมาตรฐานทั้งด้าน จริยธรรม แรงงานที่เป็นธรรม พร้อมกับมาตรการป้องกันสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ เพราะการเปิดเผยข้อมูล ESG และความยั่งยืน นำมาบังคับให้เปิดเผยการปล่อยคาร์บอน ตลอดทั้งซัพพลายเชน (ห่วงโซ่อุปทาน -Scope 3) จึงต้องมีการเพิ่มความหลากหลาย คณะกรรมการที่วัดผลกระทบทางสังคม และจริยธรรมห่วงโซ่อุปทานน่าจะกลายเป็นมาตรฐาน สำหรับบริษัทหลายแห่ง รวมถึง SMEs
ทั้งนี้ เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการตรวจสอบ ความพยายามด้านการปฏิบัติตาม และการบูรณาการกระบวนการ ESG ให้ฝังเข้ากับการดำเนินงาน แทนที่จะปล่อยให้เป็นโครงการเสริม
องค์กรต้องเข้าใจการจัดการความเสี่ยงไปจนถึงScope ต้องรายงานในมาตรฐานเดียวกันกับบริษัท ตั้งแต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, กฎระเบียบทางสังคม, การลดการตัดไม้ทำลายป่า และเคารพหลักสิทธิมนุษยชน ล้วนอยู่ในซัพพลายเชน การทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจะต้องตรวจสอบสถานะอย่างรอบคอบ
สิ่งที่ต้องทำ:
- จัดทำแผนประเมินความเสี่ยง ESG ทั้งห่วงโซ่คุณค่า ซัพพลายเชนเกี่ยวข้อง โดยจัดลำดับความสำคัญของแต่ละจุดเสี่ยง
- กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับซัพพลายเออร์ ด้านความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ มาตรฐานสิทธิมนุษยชน และการตรวจสอบย้อนกลับ
- การวัดขีดความสามารถของซัพพลายเออร์ ในหลากหลายด้าน
- รวมหลักเกณฑ์ความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการจัดซื้อจัดจ้าง
4. เกินกว่าคาร์บอน ธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการรายงาน “ทุนทางธรรมชาติ” (Nature, Biodiversity and Natural Capital Step Into the Spotlight)
การสนทนาเรื่อง ESG กำลังขยายกว้างเกินกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในปี 2026การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ที่ลดอุณภูมิ ลดคาร์บอน ยังไม่เพียงพอ ต้องเพิ่มในมิติของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญที่แข็งแกร่งขึ้นกับความหลากหลายทางชีวภาพ ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และการประเมินมูลค่าทุนทางธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท
ทั้งนี้ เนื่องจาก การประเมินสินทรัพย์ทางธรรมชาติ มีส่วนสำคัญต่อการประเมินธุรกิจที่มีการติดตาม ที่องค์กรจะต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ เช่น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เกษตรกรรม การผลิต การทำเ광แร่ และห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมหนักก การบูรณาการการประเมินผลกระทบต่อธรรมชาติ จะมีความสำคัญเท่ากับการติดตามคาร์บอน
วิธีการนี้เป็นไปตามแนวทาง Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) หรือ ข้อบังคับเรื่องผลประโยชน์สุทธิทางความหลากหลายทางชีวภาพของสหราชอาณาจักร และพันธกรณีความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก ธรรมชาติกำลังเข้าสู่กระแสหลัก ESG
สิ่งที่ต้องทำ:
- ประเมินผลกระทบด้านธรรมชาติของบริษัท (เกณฑ์TNFD เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี)
- ตั้งเป้าหมายธุรกิจเชื่อมกับธรรมชาติ เช่น การลดการตัดไม้ทำลายป่าเป็นศูนย์ ลดผลกระทบต่อน้ำ ช่วยฟื้นฟูที่อยู่อาศัยท้องถิ่น และสัตว์ป่า สัตว์น้ำ
- ลงทุนด้านการพัฒนาแก้ปัญหาพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ (พื้นที่ชุ่มน้ำ การป่าไม้ เกษตรกรรมฟื้นฟู)
- เปิดเผยตั้งแต่เริ่มต้นด้วยความโปร่งใส
5. มิติทางสังคม ความเท่าเทียมทางสังคม แนวปฏิบัติด้านแรงงาน และธรรมาภิบาล “S” และ “G” เป็นรูปธรรม ใน ESG ขึ้นสู่เวทีหลัก (The Social Dimension of ESG Takes Social Equity, Labour Practices & Governance The “S” and “G” Get Realer Centre Stage)
ในขณะที่ประเด็นสิ่งแวดล้อมมักนำการสนทนา ESG ปี 2026 จะเห็นมิติด้านสังคมและธรรมาภิบาลได้รับความสนใจมากขึ้น จึงต้องมีการประเมินชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน องค์กรยอมรับในความหลากหลายและการสร้างการมีส่วนร่วม สิทธิมนุษยชน หรือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม มิติทางสังคมของความยั่งยืนกำลังขยายตัวและแข็งแกร่งขึ้น ธุรกิจถูกตัดสินจากวิธีที่ฏิบัติต่อผู้คน พนักงาน ผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ และชุมชน
รวมไปถึง สิทธิมนุษยชนทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทาน แนวปฏิบัติด้านแรงงานที่เป็นธรรม ความหลากหลายและการมีส่วนร่วม และความโปร่งใสในธรรมาภิบาล บริษัทอาจเผชิญการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับค่าตอบแทนผู้บริหารที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงาน ESG การปรับแนวแรงจูงใจของผู้นำให้สอดคล้องกับความยั่งยืนและผลลัพธ์ทางสังคม
สิ่งที่ต้องทำ:
- ผสมผสานแนวคิดการเปลี่ยนผ่าน (Just Transition) เข้ากับแผนด้านสภาพภูมิอากาศ คนกลุ่มใดได้รับผลกระทบ และจะช่วยเหลือพวกเขาอย่างไร
- นำการตรวจสอบสถานะสิทธิมนุษยชนทั้งห่วงโซ่อุปทานตามมาตรฐานระดับโลก
- ทำให้ DEI (ความหลากหลาย ความเท่าเทียม การมีส่วนร่วม)เป็นกลยุทธ์ พร้อมเป้าหมายที่วัดผลได้และการรายงานที่โปร่งใส
- จัดลำดับความสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานเป็นตัวชี้วัดความยั่งยืน
- สร้างคุณค่าทางสังคมที่จับต้องได้สำหรับชุมชนที่คุณส่งผลกระทบ
6. เทคโนโลยีและ AI ขับเคลื่อนการรายงานและการตรวจสอบ (ESG Technology & AI-Driven ESG Reporting and Monitoring)
การรวบรวมข้อมูลและการรายงาน ESG กำลังซับซ้อนเกินกว่าที่จะใช้สเปรดชีตด้วยมือ ในปี 2026 บริษัทหลายแห่งจะหันไปใช้ AI และการวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน การใช้พลังงาน ตัวชี้วัดทางสังคม และอื่นๆ แบบเรียลไทม์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้ เป็นตัวช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยป้องกันการรายงานที่เข้าใจผิดหรือ “greenwashing” ผู้มีส่วนได้เสียคาดหวังการอ้างสิทธิ์ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยข้อมูล และตรวจสอบมากขึ้น มากกว่าการโฆษณาที่โอ้อวด
7. เศรษฐกิจหมุนเวียนและประสิทธิภาพทรัพยากร ปิดวงจร (Circular Economy & Resource Efficiency Closing the Loop
โมเดลเศรษฐกิจเส้นตรง “ขุด-ทำ-ทิ้ง” หมดยุคแล้ว แนวปฏิบัติเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ออกแบบเพื่อนำกลับมาใช้ ซ่อมแซม รีไซเคิล ขยายอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์ ESG และความยั่งยืนขององค์กร สำหรับบริษัท cleantech หรือ บริษัทที่เสนอผลิตภัณฑ์/บริการที่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสมหาศาล หากปรับแนวคิดใหม่ พัฒนาโมเดลธุรกิจเพื่อลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างคุณค่าระยะยาว
8. การดำเนินการจริงไม่สร้างภาพ ฟอกเขียว (Greenwashing) น้อยลง หลักฐานมากขึ้น
(Real Action — Less Greenwashing, More Evidence)
เมื่อผู้มีส่วนได้เสียตระหนักรู้มากขึ้น และหน่วยงานกำกับดูแลเข้มงวดขึ้น บริษัทที่อ้างสิทธิ์ความยั่งยืนที่คลุมเครือโดยไม่มีหลักฐานจะถูกเปิดเผยมากขึ้น ปี 2026 อาจเป็นจุดจบของ “greenwashing เพราะ ESG เป็นกลยุทธ์” นักลงทุน ลูกค้า และหน่วยงานกำกับดูแลจะเรียกร้องข้อมูล ความโปร่งใส การตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม และผลลัพธ์ที่วัดผลได้ เท่ากับว่ามว่าบริษัทต้องสนับสนุนการตลาด ESG จากการเผยแพร่ผลการดำเนินการที่แข็งแกร่ง ที่เกิดขึ้นจริงในองค์กร พร้อมกับข้อมูลการรายงานที่ชัดเจน
ที่มา










