ต่างชาติแห่ซื้อหุ้นไทย 5 วันติด รวม 1.33 หมื่นลบ. ระยะสั้นอาจดัน SET ไปได้ถึง 1,350 จุด

efinAI
สัญญาณ Fund Flow ไหลเข้าชัด หลังซื้อสุทธิ 5 วันติด มูลค่ารวม 1.33 หมื่นล้านบาท คาดมาอีก เหตุหลบความเสี่ยงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์สหรัฐฯ-ยุโรป นักวิเคราะห์คาดระยะสั้นดัน SET Index ได้ถึง 1,350 จุด เหตุมีปัจจัยบวกเสริมทั้งเก็งกำไร "เลือกตั้ง" และ "หุ้นปันผลสูง" กลยุทธ์ลงทุนเน้นธีม "Laggard" - "Divident Play"
*** ฟันด์โฟลวไหลเข้าหุ้นไทย 5 วันติด ดัน SET ทะลุ 1,300 จุดอีกครั้ง
ดัชนี SET Index ทะลุ 1,300 จุดอีกครั้งรอบกว่า 2 เดือน (ครั้งล่าสุด 12 พ.ย.68) โดย 20 ม.ค.69 ดัชนีฯ ขึ้นไปสูงสุดถึง 1,306.15 จุด แรงผลักสำคัญมาจากนักลงทุนต่างประเทศที่ 5 วันทำการล่าสุด (14-20 ม.ค.69) ซื้่อสุทธิต่อเนื่องรวม 13,268 ล้านบาท
ทั้งนี้ ดัชนีฯ 5 วันล่าสุดปรับตัวบวกสูงสุดถึง 70.85 จุด หรือ 5.74% ก่อนปิดตลาดฯ 20 ม.ค.69 ที่ 1,296.37 จุด สูงสุด เพิ่มขึ้น 61.07 จุด หรือ 4.94% จากวันที่ 13 ม.ค.69 ซึ่งปิดที่ 1,235.30 จุด
"ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า ระบุว่า กระแสเงินทุนไหล (Fund Flow) ไหลออกจากตลาดฝั่งตะวันตก (สหรัฐฯ และยุโรป) เข้าสู่ตลาดเอเชียและไทย เพื่อลดความเสี่ยงจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ซึ่งแม้หุ้นไทยจะมีธุรกิจส่วนใหญ่เป็นแบบดั้งเดิม (Old Economy) แต่กลับถูกมองเป็น "Safe Zone" ในระยะสั้น ขณะที่หุ้นไทยค่อนข้างเด่นในภูมิภาค เพราะดัชนียัง Undervalue หรืออยู่ในโซนน่าลงทุน
ขณะเดียวกัน มีแรงหนุนเชิงจิตวิทยา หลัง ตลาดหลักทรัพย์แแห่งประเทศไทย (ตลท.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีแผนทวนเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน เช่น High Frequency Trading (HFT), Uptick Rule, Dynamic Price Band เป็นต้น เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะตลาดฯ ในปัจจุบัน โดยคาดจะได้ข้อสรุปภายใน 6 เดือนแรกของปีนี้
*** ระยะสั้นลุ้นดัชนีฯ ไปถึง 1,350 จุด ยังมีปัจจัยบวกหนุน
"ณรงค์เดช จันทรไพศาล" กล่าวต่อไปว่า SET Index ระยะสั้นดัชนีมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านแรกที่ 1,320 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,350 จุด เพราะนอกจากฟันด์โฟลวที่ไหลเข้า ยังมีปัจจัยบวกอื่นเพิ่มเติม อาทิ "Election Rally" ที่มักจะแรงเก็งกำไรก่อนการเลือกตั้งประมาณ 2 สัปดาห์ โดยมีสัญญาณที่ค่อนข้างชัดในขณะนี้ รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่หลายบริษัทที่ราคาปรับตัวลงก่อนหน้านี้ เริ่มมีปัจจัยบวกเข้ามา เช่น แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 4/68 จะออกมาดี หรือ การจ่ายเงินปันผลที่ให้ผลตอบแทนสูง
"ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า หุ้นไทยยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อไปได้ ระยะสั้นประเมินกรอบดัชนีฯ ที่ 1,288-1,317 จุด โดยมองว่า นี่อาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของขาขึ้น เพราะมีเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้ามาหนุนด้วย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเข้าใกล้ช่วงของการเลือกตั้งและการประกาศจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงานปี 68 ทำให้ในระยะสั้นอาจจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยในการเข้าเก็งกำไร
"กรรณ์ หทัยศรัทธา" หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเมิน SET Index ระยะสั้นอยู่ในกรอบ 1,285-1,310 จุด ระยะกลางที่ 1,270-1,320 จุด ส่วนระยะยาวอยู่ที่ 1,250-1,350 จุด
ปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามหลังจากนี้ คือ คำตัดสินของศาลสหรัฐฯต่อประเด็นการขึ้นกำแพงภาษีของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ว่าสามารถทำได้หรือไม่ หากทำได้ก็ยังคงเป็นลบต่อตลาดหุ้นในภูมิภาครวมถึงไทย แต่ถ้าคำตัดสิน "ไม่สามารถให้ทำได้" จะเป็นบวกต่อหุ้นในภูมิภาคทันที
"กิจพณ ไพรไพศาลกิจ" รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินกรอบดัชนีฯ ระยะสั้นที่ 1,300-1,320 จุด ส่วนช่วงที่เหลือของปีนี้อยู่ที่ 1,200-1,400 จุด ปัจจัยที่ต้องติดตามคือผลประกอบการ บจ. ไตรมาส 4/68 หากดีกว่าคาด จะเป็นปัจจัยหนุนระยะสั้น แต่กลับกันหากต่ำกว่าคาด ก็จะเป็นปัจจัยลบสำคัญเช่นกัน รวมถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นต้นเดือน พ.ค.นี้ รวมถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ว่าจะมีความยืดเยื้อเพียงใด และมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นหรือลดลงแค่ไหน
*** เน้นลงทุนหุ้นธีม "Laggard"-"ปันผลเด่น"
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนกลุ่มนักวิเคราะห์ข้างต้น แนะนำ เลือกหุ้นใน SET100 ที่เป็นหุ้น Value Play ราคายัง Laggard เพราะจะเป็นเป้าหมายการซื้อของนักลงทุนต่างประเทศ และจะสามารถขยับขึ้นได้ในกรณี SET ยังไปต่อ
ขณะเดียวกันกลุ่มหุ้น ที่คาดการณ์ว่าจะมีการจ่ายเงินปันผลในระดับ Dividend Yield สูง
"ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล" ประธานกรรมการ บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจจาก Earning Yield Gap ที่อยู่ในระดับสูงราว 5-5.9% และ Yield Curve ที่สะท้อนการฟื้นตัวในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า โดยคาดว่าดัชนี SET จะอยู่ที่ประมาณ 1,406 จุด บนสมมติฐาน EPS 97 บาท และ P/E 14.5 เท่า โดยมีหุ้นเกือบ 30 บริษัทใน SET100 ที่ให้ปันผลเกิน 5% ขณะที่ Earning Yield Gap หรือส่วนต่างระหว่างกำไรต่อหุ้นกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ที่ประมาณ 5%
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ โทรคมนาคม พลังงาน สินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นปันผลสูงที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเน้นหุ้นที่ให้เงินปันผลเกิน 5% มีกำไรเติบโตดี และบริหารเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
"ประกิต สิริวัฒนเกตุ" กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ เสริมว่า หุ้นไทยขึ้นมารอบนี้ค่อนข้างเป็นไปตามคาด โดยปีนี้หุ้นไทยน่าจะให้ผลตอบแทนรวม (Total Return) ประมาณ 10% ซึ่งยังต่ำกว่าหุ้นเอเชียที่มีการคาดการณ์กันว่าจะให้ผลตอบแทนถึง 18% ในปีนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าหุ้นไทยจะไปได้ถึงอย่างน้อย 1,400 จุด แต่จะสังเกตว่าหุ้นที่วิ่งขึ้นรอบนี้ส่วนมากจะเป็นการ Buy The Dip ก่อนจะเวียนหุ้นไปเรื่อย ๆ ส่วนโอกาสที่หุ้นไทยจะวิ่งไปไกลกว่านั้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าผลการเลือกตั้งออกมาเป็นอย่างไร












