ชำแหละหุ้น MVP หลังขาดทุนยับ-งบฯ พบข้อสงสัย-DSI บุก

รูป ชำแหละหุ้น MVP หลังขาดทุนยับ-งบฯ พบข้อสงสัย-DSI บุก

efinAI


มรสุมรุม MVP ล่าสุด DSI บุกยึดเอกสาร-เครื่องสแกนม่านตา เพื่อนำไปตรวจสอบคดีสแกนม่านตาแลกคริปโทฯ ก่อนหน้านี้งบการเงินมีปัญหา จนถูก ก.ล.ต.สั่งทำ Special Audit ส่วนธุรกิจขาดทุนจนส่วนผู้ถือหุ้นเหลือต่ำกว่า 50% ต้องประกาศเพิ่มทุน แถมไม่เคยมีปันผลตั้งแต่เข้าตลาดฯ ด้านราคาหุ้นเคยพีกถึง 8.20 บาท ล่าสุดทำ All time Low เหลือ 0.21 บาท เจาะรายชื่อผู้ถือหุ้น พบ "Yim Leak" และ "Capital Asia Investment Pte. Ltd." ที่ถูกสงสัยเอี่ยวทุนเทา-เครือข่ายสแกมเมอร์ เคยถือหุ้นใหญ่
 

*** เอี่ยวคดีสแกนม่านตาแลกคริปโทฯ

บมจ.เอ็ม วิชั่น (MVP) อีกหนึ่งบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ที่ "มีปัญหา" น่าจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะล่าสุด 9 ม.ค.2568 เป็นหนึ่งในรายชื่อที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสถานที่เพื่อทำการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน คดีพิเศษที่ 148/2568 กรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอเรนซี ภายใต้โครงการ "Worldcoin" อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550


เบื้องต้นถูกยึดเอกสารและเครื่องสแกนม่านตาจำนวน 4 เครื่อง ภายใน บมจ.เอ็ม วิชั่น (MVP) ย่านรามคำแหง เพื่อนำมาตรวจพิสูจน์ว่าเครื่องดังกล่าวเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน รวมทั้งขยายผลกับว่ามีการถ่ายโอนหรือเก็บข้อมูลไว้ที่ใด


ทั้งนี้ MVP ออกหนังสือชี้แจงว่า มีหน้าที่เป็นแค่ "คนกลาง" ในการจัดหาและประสานงานพันธมิตรที่มีสถานที่เหมาะสมสำหรับโครงการดังกล่าวเท่านั้น ไม่ได้มีบทบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยี, ควบคุมระบบ, ประมวลผล และจัดเก็บข้อมูลชีวภาพใด ๆ โดยงวด 9 เดือนปี 68 มีรายได้จากโครงการสแกนม่านตาประมาณ 19% ของรายได้รวม โดยสัญญาว่าจ้างโครงการนี้แค่ช่วงเวลาสสั้น ๆ ประมาณ เม.ย.-พ.ย.68 เท่านั้น


ขณะเดียวกันจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วยและโปร่งใส พร้อมยืนยันว่าการดำเนินงานของ MVP เป็นไปโดยสุจริตและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
 

*** งบการเงินมีปัญหา ถูกสั่งให้ทำ Special Audit

ก่อนหน้านี้ 8 ธ.ค.68 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แจ้งเตือนนักลงทุนและให้ MVP ชี้แจงงบการเงินไตรมาส 3/68 เพราะผู้สอบบัญชีให้ข้อสรุปอย่างมีเงื่อนไข เนื่องจากไม่สามารถได้รับหลักฐานที่เพียงพอและเหมาะสมเกี่ยวกับมูลค่าและประโยชน์ที่จะได้รับของเงินจ่ายล่วงหน้าสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน, เงินทดรองจ่ายกรรมการ และการบันทึกตัดจำหน่ายเงินจ่ายล่วงหน้าสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่คาดว่าจะไม่ก่อให้เกิดรายได้


ละเอียดใจความสำคัญในข้อสังเกตของผู้สอบบัญชีคือ บริษัทมีลูกหนี้การค้ารวม 183 ล้านบาท แต่เก็บเงินไม่ได้จนต้องตั้งสำรองสูงถึง 165 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 90% โดยส่วนใหญ่ค้างมานาน 1-5 ปี, มีการเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าสำหรับดำเนินงาน 37 ล้านบาท (71% ของเงินจ่ายล่วงหน้า) แต่กลับแจ้งว่า "ไม่ได้อะไรกลับมา" จึงต้องตัดทิ้งเป็น 0 ขณะเดียวกันมีเงินทดรองที่กรรมการเบิกไปถึง 31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลาเพียง 3 เดือน


ขณะที่พบรายการที่อาจแสดงระบบความคุมภายในไม่เพียงพอเหมาะสมเกี่ยวกับการอนุมัติใบสำคัญจ่ายไม่สอดคล้องกับอำนาจดำเนินการ การทำสัญญาว่าจ้างไม่ครบถ้วน การชำระเงินไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามสัญญาว่าจ้าง และไม่มีเอกสารขออนุมัติตัดจำหน่ายค่าใช้จ่ายล่วงหน้า รวมถึงพบว่า "กรรมการมีการใช้บัตรเครดิตของบริษัทสำหรับค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะส่วนตัว"


ดังนั้น 24 ธ.ค.68 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงสั่งให้ MVP ต้องจัดให้มีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (Special Audit) เกี่ยวกับการทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้มีข้อสงสัยตามข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี โดยให้นำส่งรายงานผลการตรวจสอบภายใน 30 วัน พร้อมเปิดเผยข้อมูลผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ (SETLink)

 

*** MVP ยอมรับระบบบกพร่อง เร่งเดินหน้าตามเงินคืน

จากนั้น 26 ธ.ค.68 บริษัทฯ ส่งหนังสือชี้แจงอีกครั้ง โดยระบุว่า เงินเบิกจ่ายล่วงหน้า 37 ล้านบาท เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามคู่มือปฏิบัติงานเรื่องอำนาจการดำเนินการ มีการอนุมัติจ่ายเงินโดยผู้บริหารที่อำนาจไม่ถึง (เกินวงเงินที่กำหนด) มีการจ่ายเงินโดยไม่มีสัญญาจ้างที่สมบูรณ์ ซึ่งสั่ง "ระงับ" การจ่ายเงินล่วงหน้าในลักษณะนี้ทันที และต้องให้กรรมการที่มีอำนาจลงนามร่วมกันเท่านั้นถึงจะสั่งจ่ายได้


ทั้งนี้ MVP อยู่ระหว่างเร่งติดตามเงินก้อน 37 ล้านบาทคืนให้ได้มากที่สุด แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ


กลุ่ม เรียกเงินคืน (Refund) : ติดตามเรียกเก็บเงินที่ชำระแล้ว เนื่องจากผู้ว่าจ้างไม่รับมอบงาน จำนวน 6 โครงการมูลค่า มูลค่ารวม 12.5 ล้านบาท ซึ่งตอบรับมาแล้ว 3 โครงการและคืนแล้ว 2.9 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 9.7 ล้านบาท อยู่ระหว่างติดตามทวงถาม


กลุ่ม กลับรายการ (Revesal) : เรียกเก็บรายได้จากผู้ว่าจ้างจากการปฏิบัติงาน 12 โครงการ มูลค่ารวม 17.1 ล้านบาท โดยรายได้ได้รับชำระแล้ว 3 โครงการ 5.3 ล้านบาท ที่เหลืออยู่ระหว่างติดตามทวงถาม


กลุ่มตัดจำหน่าย (Write-Off) : รับรู้เป็นค่าใช้จ่าย 3 โครงการ มูลค่ารวม 7.1 ล้านบาท


ด้านเงินทดรองที่กรรมการเบิกไปราว 31 ล้านบาท ล่าสุดได้มีการเคลียร์คืนมาทั้งหมดแล้ว


ส่วนเงินที่ตั้งสำรอง 165 ล้านบาท จะยกระดับการทวงหนี้ โดยหากเกิน 180 วันจะดำเนินการทางกฎหมายหรือเรียกหักจากเงินที่ค้างรับ เช่น ค่าจ้าง และ เงินประกัน ทันที


นอกจากนี้ MVP ระบุว่า จากนี้ การเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าจะใช้นโยบาย Advance Payment Policy อย่างเป็นทางการ เพื่อกำหนดขั้นตอนการอนุมัติและติดตามผลให้ชัดเจน, เงินทดรองกรรมการ ออกนโยบาย Director Advance & Clearance Policy โดยสั่งให้แยกหน้าที่ "ผู้อนุมัติ" และ "ผู้ใช้เงิน" ออกจากกันอย่างเด็ดขาดเพื่อความโปร่งใส, ลูกหนี้การค้า จัดทำแผนเร่งรัดเรียกเก็บหนี้อย่างเป็นระบบ และจะเริ่มดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่จำเป็น รวมถึง ธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน ออกนโยบาย Related Party Transaction Policy (RPT) บังคับให้ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกรรมการต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ทุกครั้ง

 

*** ขาดทุนต่อเนื่อง จนส่วนผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 50% เตรียมเพิ่มทุน

จากการตั้งสำรองสูงถึง 165 ล้านบาท ส่งผลให้งบฯ ไตรมาส 3/68 ขาดทุนสุทธิ 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากช่วงเดียวกันปีที่ก่อนขาดทุน 9 ล้านบาท เป็นการขาดทุนต่อเนื่องจากปี 67 ที่ 63 ล้านบาท และปี 66 ที่ขาดทุน 288 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/68 ส่วนผู้ถือหุ้นของ MVP เหลือเพียง 15 ล้านบาท ต่ำกว่า 50% ของทุนชำระแล้ว ถูกขึ้นเครื่องหมาย "CB"


MVP ชี้แจงว่าจะแก้ไขปัญหาส่วนผู้ถือหุ้นด้วยการเพิ่มทุนจดทะเบียน 758.83 ล้านหุ้น (พาร์ 0.50 บาท) โดยแบ่งเป็น 505.89 ล้านหุ้น จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วน (RO) 1 หุ้นเดิม : 1.5 หุ้นเพิ่มทุน ราคาหุ้นละ 0.45 บาท ส่วนอีก 252.94 ล้านหุ้น เพื่อรองรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทครั้งที่ 2 (MVP-W2) หรือที่เรียกันว่า "วอแรนต์" แจกให้กับผู้ใช้สิทธิเพิ่มทุนโดยไม่คิดมูลค่า อัตราส่วน 2 หุ้นเพิ่มทุนต่อ 1 หน่วยวอแรนต์ อายุ 1 ปี มีราคาใช้สิทธิแปลงสภาพ 0.45 บาท อัตราส่วน 1 วอแรนต์ : 1 หุ้นสามัญ


วัตถุประสงค์การเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยสถาบันการเงิน 50-70 ล้านบาท, เงินทุนหมุนเวียน 110-150 ล้านบาท และรองรับการขยายลงทุน 40-60 ล้านบาท ส่วนเงินที่ได้จากการแปลงวอแรนต์ราว 114 ล้านบาท จะใช้หมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ


ทั้งนี้ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น 1/2569 มีมติอนุมัติเพิ่มทุนข้างต้นแล้ว เมื่อ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา

 

*** COM7 ยกเลิกเพิ่มทุน PP

MVP เคยมีความพยายามจะเพิ่มทุนมาแล้วก่อนหน้านี้ เมื่อ 27 ส.ค.68 ซึ่งเตรียมเพิ่มทุน 800 ล้านหุ้น เพื่อขายให้กับบุคคลในวงจำกัด (PP) จำนวน 2 ราย ราคาเสนอขาย 0.30 บาทต่อหุ้น (พาร์ 0.50 บาท) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 240 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรวม 70.35% ของทุนชำระแล้วหลังรายการ PP


ผู้ซื้อประกอบด้วย บริษัท คอมเซเว่น โฮลดิ้ง จำกัด (COM7H) บริษัทย่อยของ บมจ.คอมเซเว่น (COM7) ที่ถือหุ้น 100% จะซื้อ 580 ล้านหุ้น (สัดส่วน 51% หลัง PP) คิดเป็นมูลค่า 174 ล้านบาท อีกรายคือ TR Partner Ltd. (TRP) ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการและแนะนำโอกาสลงทุนสำหรับสินทรัพย์ส่วนบุคคล จัดตั้งที่ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน มี "ชนาทิพย์ พุ่มหิรัญ" เป็นผู้ถือหุ้นสัดส่วน 100% โดยจะซื้อหุ้น MVP จำนวน 220 ล้านหุ้น (สัดส่วน 19.35% หลัง PP) มูลค่า 66 ล้านบาท


จากนั้น 25 พ.ย.68 มีการแจ้งจาก COM7 ว่า หลังจากตรวจสอบสถานะกิจการ (Due Diligence) และพิจารณาความเสี่ยง, สภาพตลาด และความเหมาะสมในการลงทุน จึงขอยุติการเข้าลงทุนข้างต้นทั้งหมด

 

*** ตั้งแต่เข้าตลาดฯ ขาดทุนเป็นส่วนใหญ่ - ไม่เคยจ่ายปันผล

MVP ขายหุ้น IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อ 7 ส.ค.61 ราคา 1.90 บาท (พาร์ 0.50 บาท)


ประกอบธุรกิจการจัดงาน (Event Organizer) เช่น "Thailand Mobile EXPO", "Thailand Boat Expo" และ "Bangkok EV EXPO" เป็นต้น รวมถึงการจัดงานแข่งขันกีฬา ท่องเที่ยว สัมนา และ อื่น ๆ ตลอดจนผลิต/จำหน่ายสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ (Media&Agency) ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อคเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล อาทิ ออก MVP Coin หรือ ลงทุนในเหมืองขุดบิตคอยน์ เป็นต้น


สัดส่วนรายได้ปี 65-67 ราว 70% มาจากธุรกิจการจัดงาน ที่เหลืออีกเกือบ 30% มาจาก ธุรกิจงานโฆษณา/เอเจนซี่, E-Commerce และ อื่่น ๆ ซึ่งสัดส่วนกระจายขึ้นลงแล้วแต่ปี


ก่อนเข้าตลาดปี 58-60 MVP มีรายได้และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดต่อเนื่อง แต่หลังจากเข้าตลาดฯ ปีแรก แม้รายได้จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแต่กลับพลิกขาดทุนถึง 50 ล้านบาท และหลังจากนั้นค่อนข้างผันผวน ส่วนใหญ่จะขาดทุน โดยเฉพาะ 3 ปีหลังสุด ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/68 มีขาดทุนสะสมรวมถึง 470.33 ล้านบาท ที่สำคัญไม่เคยมีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลยตั้งแต่เข้าตลาดฯ มา
 

ผลประกอบการ MVP

ปี

รายได้ (ลบ.)

กำไรสุทธิ (ลบ.)

ส่วนผู้ถือหุ้น (ลบ.)

9M/68

359

-114

15

67

216

-63

130

66

327

-288

191

65

342

8

444

64

242

45

230

63

209

-43

126

62

334

30

166

61

451

-50

138

ก่อนขาย IPO

60

285

29

66

59

191

18

37

58

130

4

59

 

*** ราคาเคยทำไฮถึง 8.20 บาท ล่าสุดเหลือ 0.21 บาท

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของ MVP ปีแรกที่เข้าซื้อขาย จาก IPO ที่ 1.90 บาท ขึ้นไปสูงสุด 3.44 บาท หรือ 81% จากราคา IPO ซึ่งเกิดขึ้นช่วงวันที่ 2 หลังเข้าเทรด จากนั้นเคลื่อนไหวในขาลง ก่อนปิดสิ้นปี 61 ที่ 1.44 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 41 ล้านบาทต่อวัน (99 วันทำการหลังเข้าเทรด 7 ส.ค.61)


ขณะที่อีก 2 ปีถัดมา (2562-63) เคลื่อนไหวเงียบในกรอบ 1.05 - 2.24 บาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยเพียง 1.44 ล้านบาทต่อวัน


ต้นปี 64 ก็ยังไม่มีอะไรหวือหวา ราคาอยู่ในกรอบ 1.17 - 1.51 บาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 1.33 ล้านบาทต่อวัน


กระทั่ง 15 มี.ค.64 ราคาพุ่งชนซิลลิ่ง (Ceiling) ในรอบกว่า 2 ปี ขึ้นไปสูงสุด 1.82 บาท จากวันก่อนหน้าปิดที่ 1.41 บาท หลังประกาศแจกวอแรนต์ครั้งที่ 1 (MVP-W1) ฟรี อัตราส่วน 2 หุ้นเดิม : 1 วอแรนต์ อายุ 2 ปี ราคาใช้สิทธิ 1.20 บาท


จากนั้นราคาเริ่มขยับขาขึ้นชัดเจน และมีหลายวันที่ราคาดีดขึ้นทำซิลลิ่ง จนวันที่ 6 ก.ค.64 ไปแตะสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 8.20 บาท ใช้เวลาเพียงราว 4 เดือนเท่านั้น ท่ามกลางข่าวสารที่มาสร้างสตอรี่สำคัญให้ MVP ไม่ขาดสาย ทั้งการขยายธุรกิจเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล แผนการออก MVP Coin, ทำการตลาด Metaverse รวมถึงแผนการลงทุนเหมืองบิตคอยน์ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ฮิตมากในช่วงดังกล่าว รวมถึงแนวโน้มผลประกอบการที่คาดว่าจะเทิร์นอะราวด์จากปี 63 ที่ขาดทุน 43 ล้านบาท (สิ้นปี 64 พลิกมีกำไร 45 ล้านบาท)


แม้หลังจากทำนิวไฮราคาจะไหลลงในช่วงที่เหลือของปี 64 ปิดปีที่ 4.28 บาท แต่หากเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้าที่ปิด 1.24 บาท ถือว่าบวกไปถึง 245% ยิ่งเมื่อเทียบราคาสูงสุดที่ 8.20 บาท ถือว่าปีนั้นบวกไปสูงสุด 561% มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 18.89 ล้านบาต่อวัน จากปี 62-63 รวมกันเฉลี่ยเพียง 1.33 ล้านบาทต่อวัน


ต้นปี 65 ราคาคล้ายจะกระเพื่อมขึ้นมาอีกครั้ง แต่ขึ้นไปได้ไกลสุดเพียง 7.30 บาท จากนั้นก็ลดลงต่อเนื่องเหมือนหมดรอบชัดเจน ปิดปี 65 ที่ 2.46 บาท ปิดปี 66 ที่ 1.44 บาท ปิดปี 67 ที่ 0.64 บาท และปิดปี 68 ที่ 0.26 บาท ล่าสุด (12 ม.ค.69) เหลือ 0.21 บาท ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตลอดกาล


สะท้อนความนิยมในกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลที่ลดลง หลายรายการที่ลงทุนไม่ผลิดอกออกผล ขณะที่ธุรกิจเดิมก็เป็นขาลงรายได้ลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 65 ขณะที่ปี 66 พลิกขาดทุนมโหฬารถึง 288 ล้านบาท ต่อเนื่องปี 67 ขาดทุนต่ออีก 63 ล้านบาท และงวด 9 เดือนปี 68 ขาดทุน 114 ล้านบาท

 

*** แหล่งเข้าออกของนักลงทุนรายใหญ่-รายเทา

หุ้น MVP ถือว่าได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะไล่ดูชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ตามโผแต่ละปีตั้งแต่เข้าตลาดฯ ปรากฏชื่อนักลงทุนรายใหญ่และผู้บริหาร บจ.หลายราย อาทิ "อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา" หัวเรือใหญ่ บมจ. เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART), "สุระ คณิตทวีกุล" บิ๊กแห่ง COM7, "อนุรักษ์ บุญแสวง" นักลงทุน VI ชื่อดัง, "พีรเจต สุวรรณนภาศรี" อีกหนึ่งรายใหญ่ในวงการหุ้นไทย, กลุ่มตระกูล "โกวิทจินดาชัย" แห่ง บมจ.ปริญสิริ (PRIN) ที่เข้ามาถือหุ้นหลายราย


ส่วนรายย่อยช่วงแรกถือว่ามีไม่มาก ช่วง IPO มีทั้งสิ้น 2,890 ราย ปี 62 มีทั้งสิ้น 1,169 ราย ปี 63 เหลือ 806 ราย ปี 64 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 918 ราย ปี 65 เพิ่มอย่างมีนัยเป็น 2,462 ราย ต่อเนื่องปี 66 เพิ่มเป็น 4,805 ราย ปี 67 จำนวนรายย่อยยังคงสูง 4,804 ราย ล่าสุด 14 มี.ค.68 คงเหลือถือ 4,316 ราย


ทั้งนี้ข้อมูลรายย่อยจะเป็นช่วงปิดสมุด มี.ค.ของทุกปี ตัวเลขข้างต้นสะท้อนว่ารายย่อยเริ่มแห่เข้าไปตั้งแต่ปี 64-65 ซึ่งเป็นช่วงราคาหวือหวา แม้ปีหลัง ๆ จะเห็นตัวเลขไม่เปลี่ยนแปลง แต่คาดว่าส่วนใหญ่ไม่กล้าขายเพราะราคาลดลงอย่างมาก หลังจากหมดรอบไปแล้ว


ข้อมูลที่น่าสนใจมาก ๆ คือ ตั้งแต่ปี 64 เป็นต้นมาพบชื่อที่สำคัญเข้ามาซื้อบิ๊กล็อตจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MVP นั่นคือ 6 ต.ค.64 "โอภาส เฉิดพันธุ์" ขายให้กับ "Mr. Yim Leak" จำนวน 20 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 80 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 8.23%


จากนั้นต้นปี 65 ขาย PP ให้ "Capital Asia Investment Pte. Ltd." จำนวน 45 ล้านหุ้น ราคา 4.20 บาท รวมมูลค่า 189 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15.34% หลังเพิ่มทุน โดย "Capital Asia Investment Pte. Ltd." ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ MVP ในงวดปิดสมุดต้นปี 66-68


ทั้ง "Mr. Yim Leak" และ "Capital Asia Investment Pte. Ltd." เป็นที่ทราบกันดีกว่าอยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาและขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งแม้ทั้ง 2 รายจะขายหุ้นออกไปแล้วทั้งหมด แต่ความน่าสนใจคือตั้งแต่เข้ามาซื้อหุ้นในปี 64-65 ดันเป็นช่วงที่ราคาหุ้นของ MVP กำลังเป็นขาขึ้นและหวือหวาสุด ๆ นั่นเอง

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง