เปิดโผ 12 บจ. SET50 ราคาหุ้น Laggard แต่กำไรปีนี้จ่อโต 5 - 18%

efinAI
SET ต้นปีพุ่งแรง 57 จุด หนุนราคา 386 บจ. ปรับตัวขึ้นตาม หลังคาดมีแรงเก็งกำไรก่อนเลือกตั้ง - บจ.จ่อประกาศปันผลปี 68 ขณะที่กลยุทธ์ลงทุนส่วนใหญ่แนะนำ Selective หุ้นบิ๊กแคปที่ราคายัง Laggard ดัชนี ประกอบกับ ผลการดำเนินงานปีนี้ยังเติบโตได้ พบ 12 บจ.เข้าเงื่อนไขดังกล่าว กลุ่มพาณิชย์ติดโผเพียบ ส่วนราคาหุ้นล่าสุด พบอัปไซด์ทะลักถึง 90%
*** SET ต้นปี พุ่ง 57 จุด รับหลายปัจจัยบวกหนุน
ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ปรับตัวขึ้น 57.89 จุด หรือ 4.59% ปัจจัยหนุนสำคัญ เกิดจากแรงเก็งกำไรก่อนการเลือกตั้ง (Election Rally) ที่จะมีขึ้นในช่วง 8 ก.พ.นี้, การจ่ายเงินปันผลงวดผลการดำเนินงาน 2568 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้าจากความกังวลภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับ ยุโรป ส่งผลให้มีหุ้น 386 ปรับตัวขึ้นตาม
*** วงการแนะมองหาหุ้น Laggard - กำไรโต
ขณะที่ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจกลยุทธ์การลงทุนจากนักวิเคราะห์ในตลาดช่วงนี้ พบว่า ส่วนใหญ่แนะนำนักลงทุนเลือกหุ้นรายตัว (Selective) ที่ราคาหุ้นยัง Laggard ดัชนีหุ้นไทย แต่ผลการดำเนินงานปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตได้ โดยเฉพาะในกลุ่ม SET50 ที่คาดจะตกเป็นเป้าหมายการเข้าซื้อของเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (Fund flow) ที่ทยอยไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยในช่วงต้นปี โดยมีบริษัทที่เข้าคุณสมบัติดังกล่าว จำนวน 12 บริษัท ดังนี้
12 หุ้น SET50 ราคา Laggard แต่กำไรปีนี้ยังมีแนวโน้มโตได้ | ||||
ชื่อย่อหุ้น | บล. | กำไรปี 69 (ลบ.)[%chg YoY] | ราคาเหมาะสม (บ.)[%อัปไซด์] | *ราคาปิดล่าสุด (บ.)[%chg YTD] |
CPALL | กรุงศรี | 32,867 [13.18] | 80 | 44.25 [1.72] |
ฟินันเซียฯ | 29,839 [5.64] | 60 | ||
เอเซีย พลัส | 29,429 [6] | 53.50 | ||
บัวหลวง | 28,961 | 58 | ||
เคจีไอ | 28,719 | 57 | ||
BH | ทิสโก้ | 8,735 | 224 | 155 [-1.59] |
เอเซีย พลัส | 7,846 | 225 | ||
เคจีไอ | 7,720 | 220 | ||
MTC | เอเซีย พลัส | 7,620 | 52 | 31.75 [0.79] |
พาย | 7,594 | 48 | ||
ทิสโก้ | 7,542 | 55 | ||
หยวนต้า | 7,530 | 52 | ||
HMPRO | ทิสโก้ | 6,636 | 11 | 6.8 [2.29] |
หยวนต้า | 6,497 | 9.20 | ||
เคจีไอ | 6,165 | 7.50 | ||
SAWAD | ฟิลลิป | 5,700 | 34.50 | 24.50 |
หยวนต้า | 5,554 | 36 | ||
เอเซีย พลัส | 5,450 | 29 | ||
ฟินันเซียฯ | 5,201 | 31 | ||
TIDLOR | ทิสโก้ | 5,656 | 25 | 17.40 |
ฟินันเซียฯ | 5,609 | 24 | ||
เอเซีย พลัส | 5,385 | 24 | ||
TU | กรุงศรี | 5,385 | 14.20 | 12.10 [-5.47] |
บียอนด์ | 5,098 | 14.40 | ||
พาย | 4,963 | 15.30 | ||
บัวหลวง | 4,905 | 15.10 | ||
ฟินันเซียฯ | 4,834 | 14.20 | ||
BJC | ทิสโก้ | 4,677 | 25 | 14.50 [0.69] |
เอเซีย พลัส | 4,669 | 23.30 | ||
หยวนต้า | 4,582 | 17 | ||
COM7 | ฟินันเซียฯ | 4,378 | 31 | 20.10 [2.55] |
เคจีไอ | 4,181 | 24.30 | ||
โกลเบล็ก | 4,005 | 23 | ||
BEM | หยวนต้า | 4,063 | 10 | 5.25 [-1.87] |
เคจีไอ | 3,888 | 6 | ||
กรุงศรี | 3,681 | 8 | ||
CBG | หยวนต้า | 3,001 | 51 | 44.25 [1.72] |
อินโนเวสท์ฯ | 2,954 | 47 | ||
เคจีไอ | 2,946 | 51 | ||
CENTEL | พาย | 1,961 | 37 | 34 [-0.73] |
เอเซีย พลัส | 1,950 | 36 | ||
หยวนต้า | 1,817 | 38 | ||
ทิสโก้ | 1,729 | 39 | ||
*ราคาปิดล่าสุด 20 ม.ค.69 | ||||
12 บริษัทดังกล่าวในดัชนี SET50 ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมพาณิชย์จำนวน 4 บริษัท รองลงมา คือ กลุ่มธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ จำนวน 3 บริษัท ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจการแพทย์, การท่องเที่ยวและสันทนาการ, ขนส่งและโลจิสติกส์ และอาหารและเครื่องดื่ม
*** "BH"-"CENTEL" กำไรจ่อโตสูงสุด 18%
บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) เป็นบริษัทที่ถูกนักวิเคราะห์ประเมินว่า กำไรสุทธิปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตจากปีก่อนมากสุดระหว่าง 5.08 - 18.23% หลังถูกประเมินกำไรสุทธิไว้ที่ 7,720 - 8,735 ล้านบาท มีปัจจัยหนุนจากจำนวนผู้ป่วยตะวันออกกลางมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากปีก่อนที่เป็นช่วงปรับฐานของจำนวนคนไข้กลุ่มดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มสร้างรายได้เพิ่มจากการรักษาโรคซับซ้อน ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่าให้อัตราการทำกำไรที่ค่อนข้างสูงกว่าการรักษาโรคทั่วไป อีกทั้ง นักวิเคราะห์ยังคาดการณ์ว่าปีนี้ BH มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราค่าบริการจากปีก่อนอีกราว 3 - 5% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มตามต้นทุน และรักษามาตรฐานการบริการระดับโลก ซึ่งจะยังช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ในระดับสูง
รองลงมา คือ บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) ที่ถูกคาดกำไรสุทธิปีนี้ไว้ที่ 1,729 - 1,961 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13.68 - 18.18% จากปีก่อน หนุนโดยโรงแรมใหม่ 2 แห่งในมัลดีฟส์ที่เปิดตัวช่วงปลายปี 2567 และต้นปี 2568 จะเริ่มมีอัตราการเข้าพักที่สเถียรมากขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้ธุรกิจในมัลดีฟส์มีแนวโน้มกลับมารายงานกำไรได้ในปีนี้
ขณะที่ โรงแรมในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯจะยังคงมีรายได้ทรงตัวสูงจากการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่นเดียวกับโรงแรมในโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น มีแนวโน้มสร้างรายได้ต่อห้อง (RevPar) สูงขึ้นต่อเนื่อง ตามความนิยมการท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับสูง
*** มีอีก 3 บจ. ถูกโบรกฯทั้งหมดคาดกำไรโต 2 หลัก
ขณะเดียวกัน ยังมีอีก 3 บริษัท ที่ถูกนักวิเคราะห์ทั้งหมดประเมินว่า กำไรสุทธิปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตเลข 2 หลัก (Double digit) ประกอบด้วย บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ที่ถูกโบรกเกอร์ประเมินกำไรสุทธิไว้ที่ 7,530 - 7,620 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12.10 - 13.93% จากปีก่อน
ปัจจัยหนุนการเติบโตของ MTC ในปีนี้ หลัก ๆ เป็นเพราะความต้องการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องของลูกหนี้ฐานรากที่ยังเพิ่มขึ้น ประกอบกับ แนวโน้มต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากการทยอย Rollover หุ้นกู้ เพื่อรับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในช่วงขาลง ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา
ด้าน บมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) ถูกนักวิเคราะห์ประเมินกำไรสุทธิปีนี้ไว้ที่ 5,385 - 5,656 ล้านบาท เติบโตขึ้น 11.78 - 13.93% จากปีก่อน หนุนโดยการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ใหม่ที่อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายลดลงเหลือประมาณ 2.7% เทียบกับอัตราดอกเบี้ยชุดเก่าอยู่ที่ราว 3.2% ประกอบกับ อัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกยังอยู่ในโทนปรับตัวลง ซึ่งเป็นผลบวกต่อต้นทุนการกู้ยืมเงินของบริษัท ที่จะลดลงทำให้อัตราการทำกำไรสูงขึ้นด้วย
นอกจากนี้ TIDLOR ยังมีการตั้งสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) ราว 280 - 300% ส่งผลให้ปีนี้ บริษัทไม่จำเป็นต้องตั้งสำรองดังกล่าวหนักเหมือนปีก่อน ๆ ซึ่งจะส่งผลดีไปยังอัตราการทำกำไร อีกทั้ง คุณภาพหนี้เสีย (NPL) ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 1.6 - 1.7% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมอีกด้วย
ฟาก บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ถูกคาดกำไรสุทธิไว้ที่ 4,582 - 4,677 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10.48 - 11.36% จากปีก่อน หนุนโดยการรุกปิดสาขา Big C Mini ประมาณ 164 สาขา ที่ไม่ทำกำไรในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา และปรับปรุงสาขา Hypermarket จำนวน 11 สาขา
ส่งผลให้ปีนี้จะเริ่มรับรู้รายได้เต็มปี ซึ่งคาดจะดึงดูดลูกค้า และเพิ่มอัตราการเติบโตยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ให้กลับมาเป็นบวกได้ ขณะที่ อัตราการเช่าพื้นที่ในสาขาหลักมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 93 - 94% ด้วย ประกอบกับ บริษัทมีแผนควบรวมศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคาดว่าจะเริ่มประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 150 ล้านบาท/ปี ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
*** "CPALL" รายเดียวที่ปีนี้กำไรอยู่หลักหมื่นลบ.
ส่วน บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) เป็นบริษัทที่ถูกนักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรสุทธิปี 2569 มีแนวโน้มทำได้สูงสุด ระหว่าง 28,429 - 32,867 ล้านบาท เติบโตขึ้น 6 - 13.18% จากปีก่อน หนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าไทยปีนี้คาดยังทรงตัวสูงจากปีก่อนได้ ส่งผลให้ยอดขายร้าน 7-Eleven ในพื้นที่ท่องเที่ยวและจุดยุทธศาสตร์จะทำรายได้ต่อสาขาสูงกว่าปกติ
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ยังประเมินว่า ในปี 2569 จะเริ่มเห็นผลประโยชน์จากการทำงานร่วมกันระหว่าง CPALL กับ CPAXT มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดต้นทุนซ้ำซ้อน และมีการบริหารจัดการระบบหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยอดขาย CPAXT ที่ดีขึ้น จะช่วยหนุนกำไรส่วนแบ่งให้กับ CPALL ในฐานะบริษัทแม่
*** ส่องราคาหุ้นล่าสุด "BEM" อัปไซด์ทะลัก 90%
ทั้งนี้ เมื่อสำรวจราคาหุ้นที่ซื้อขาย ณ ปัจจุบัน พบว่า บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เป็นบริษัทที่ราคาหุ้นมีอัปไซด์มากสุด 14.29 -90.48% หลังถูกโบรกเกอร์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 6 - 10 บาท/หุ้น รองลงมา คือ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ที่ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 20.90 - 80.79% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 53.50 - 80 บาท/หุ้น
นอกจากนี้ ยังมีอีก 4 บริษัท ที่ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์มากกว่า 50% ประกอบด้วย บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 17.24 - 72.41% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 17 - 25 บาท/หุ้น, บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 51.18 - 73.23% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 48 - 55 บาท/หุ้น
ปิดท้ายด้วย บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 10.29 - 61.76% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 7.50 - 11 บาท/หุ้น และ บมจ.คอมเซเว่น (COM7) ราคาหุ้นซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัปไซด์ 14.43 - 54.23% หลังถูกนักวิเคราะห์ประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 23 - 31 บาท/หุ้น












