พบ 14 หุ้น SET50 คาดกำไรปี 68-69 โตต่อเนื่อง

รูป พบ 14 หุ้น SET50 คาดกำไรปี 68-69 โตต่อเนื่อง

efinAI


เจาะหุ้น SET50 พบ 14 บจ. ถูกคาดกำไรปี 68 - 69 โตต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้น YTD กลับเคลื่อนไหวทาง"ลบ" กลุ่มพลังงานฯ - พาณิชย์ติดโผเพียบ วงการเผยสถิติ 5 ปีย้อนหลัง หุ้น SET50 ที่ราคา YTD เคลื่อนไหวทาง"ลบ" ราคาหุ้น 5 วันทำการสุดท้ายของปี มักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2.2% จากการทำ Window Dressing ซึ่งปีนี้มีโอกาสเกิดสูง !

 

*** 14 หุ้นบิ๊กแคปราคาปีนี้ลบ แต่กำไรจ่อโต 2 ปีซ้อน

"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในดัชนี SET50 จากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ใน IAA Consensus พบ 14 บริษัทในกลุ่ม SET50 ถูกนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิปี 2568-69 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี (YTD) กลับเคลื่อนไหวทาง"ลบ" ประกอบด้วย
 

ชื่อย่อหุ้น

บล.

กำไรปี 68 (ลบ.)
[
%chg YoY]

กำไรปี 69 (ลบ.)
[
%chg YoY]

ราคาเหมาะสม (บ.)[%อัปไซด์]

OSP

กรุงศรี

3,664
[123]

3,839
[5]

18
[10]

บัวหลวง

3,397
[107]

3,558
[5]

20
[23]

เมย์แบงก์ฯ

3,395
[107]

3,591
[6]

19.10
[17]

อินโนเวสท์ฯ

3,395
[107]

3,641
[7]

20
[23]

GPSC

ฟินันเซียฯ

6,371
[57]

6,640
[4]

54
[58]

กรุงศรี

5,849
[44]

5,951
[2]

45
[31]

โกลเบล็ก

5,384
[32]

6,051
[12]

56
[64]

เอเซีย พลัส

4,854
[20]

5,530
[14]

50
[46]

เมย์แบงก์ฯ

4,819
[19]

5,196
[8]

47
[37]

BCP

บัวหลวง

3,042
[39]

8,746
[188]

34
[30]

อินโนเวสท์ฯ

2,693
[23]

9,319
[246]

47
[79]

กรุงศรี

2,430
[11]

4,739
[95]

44
[68]

COM7

เมย์แบงก์ฯ

4,056
[23]

4,709
[16]

32
[55]

บัวหลวง

4,046
[22]

4,390
[9]

30
[46]

ฟินันเซียฯ

4,002
[21]

4,378
[9]

31
[50]

เอเซีย พลัส

3,796
[15]

4,177
[10]

30.50
[48]

โกลเบล็ก

3,691
[12]

4,096
[10]

29
[41]

MINT

บัวหลวง

9,147
[18]

9,542
[4]

35
[46]

กรุงศรี

9,070
[17]

9,589
[6]

30.50
[28]

หยวนต้า

9,048
[16]

9,805
[8]

32
[34]

พาย

8,970
[16]

10,458
[17]

31.50
[32]

เคจีไอ

8,959
[15]

10,270
[15]

33.50
[40]

WHA

เมย์แบงก์ฯ

5,029
[15]

5,485
[9]

4.80
[50]

ฟิลลิป

4,850
[11]

4,914
[1]

3.48
[9]

อินโนเวสท์ฯ

4,657
[7]

4,762
[2]

4.20
[31]

หยวนต้า

4,499
[4]

4,613
[2]

4.20
[31]

MTC

เอเซีย พลัส

6,755
[15]

7,620
[13]

52
[60]

กสิกรฯ

6,726
[15]

7,542
[12]

41.50
[28]

พาย

6,704
[14]

7,594
[13]

48
[48]

กรุงศรี

6,693
[14]

7,512
[12]

58
[78]

หยวนต้า

6,589
[12]

7,306
[11]

52
[60]

CPALL

ฟินันเซียฯ

28,455
[12]

30,927
[9]

70
[59]

ฟิลลิป

28,087
[11]

31,427
[12]

70
[59]

เคจีไอ

27,488
[8]

29,022
[6]

58
[31]

กสิกรฯ

27,153
[7]

30,506
[12]

65
[47]

หยวนต้า

26,313
[4]

28,176
[7]

64
[45]

SCGP

กสิกรฯ

4,129
[12]

5,448
[32]

20
[27]

ฟินันเซียฯ

3,933
[6]

4,788
[22]

22
[40]

หยวนต้า

3,929
[6]

4,269
[9]

21
[33]

โกลเบล็ก

3,825
[3]

4,710
[23]

25
[59]

บัวหลวง

3,784
[2]

5,089
[34]

21
[33]

BJC

กรุงศรี

4,427
[11]

4,599
[4]

25
[74]

หยวนต้า

4,329
[8]

4,800
[11]

22
[53]

บัวหลวง

4,323
[8]

4,619
[7]

16.50
[15]

ฟินันเซียฯ

4,126
[3]

4,631
[12]

20.50
[42]

อินโนเวสท์ฯ

4,079
[2]

4,680
[15]

18.50
[28]

BDMS

พาย

16,779
[5]

18,222
[9]

26
[32]

หยวนต้า

16,545
[4]

17,677
[7]

31.60
[60]

อินโนเวสท์ฯ

16,465
[3]

17,757
[8]

28
[42]

ฟินันเซียฯ

16,278
[2]

17,480
[7]

31
[57]

กรุงศรี

16,275
[2]

17,372
[7]

29
[47]

BEM

อินโนเวสท์ฯ

3,950
[5]

4,290
[9]

7.70
[47]

กสิกรฯ

3,916
[4]

4,140
[6]

10.86
[107]

พาย

3,886
[3]

3,985
[3]

9.20
[75]

โกลเบล็ก

3,881
[3]

4,121
[6]

8.50
[62]

หยวนต้า

3,813
[1]

4,063
[7]

10
[90]

KTC

ฟินันเซียฯ

7,714
[4]

7,847
[2]

35
[31]

หยวนต้า

7,669
[3]

8,064
[5]

36
[35]

เมย์แบงก์ฯ

7,642
[3]

7,762
[2]

36
[35]

พาย

7,608
[2]

7,819
[3]

36
[35]

กรุงศรี

7,525
[1]

7,989
[6]

42
[57]

BANPU

หยวนต้า

3,471
[พลิกกำไร]

4,005
[15]

5.70
[14]

เคจีไอ

757
[พลิกกำไร]

2,831
[273]

5.50
[10]

กสิกรฯ

722
[พลิกกำไร]

3,211
[344]

5.30
[6]

หมายเหตุ : ราคาปิดล่าสุด 19 ธ.ค.68

 

14 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค และพาณิชย์ จำนวน 3 บริษัท เท่ากัน รองลงมา คือกลุ่มธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ที่ติดโผ จำนวน 2 บริษัท 
 

*** "OSP" ถูกคาดกำไรปี 68 โตสูงสุดถึง 123%

บมจ.โอสถสภา (OSP) เป็นบริษัทที่ถูกโบรกเกอร์คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตสูงสุด หลังถูกคาดกำไรสุทธิช่วงดังกล่าวไว้ที่ 3,395 - 3,664 ล้านบาท เติบโตขึ้น 107 - 123% จากปีก่อน ขณะที่ กำไรสุทธิปี 2569 ถูกประเมินไว้ในกรอบ 3,558 - 3,839 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5 - 7% จากปีก่อน 


หนุนโดยกำไรสุทธิปีก่อนอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ขณะที่รายได้รวมของทั้งปีนี้คาดเติบโตราว 8 - 9% จากปีก่อน จากการเติบโตของธุรกิจในประเทศราว 5% อีกทั้ง บริษัทยังตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ แต่เน้นการขยาย Portfolio ในกลุ่มสินค้าพรีเมี่ยมมากขึ้น อาทิ M-150 Sparking รสชาติใหม่ 


การขยาย Shark ในประเทศ, เครื่องดื่ม Peptine, Oneday Vitamin เป็นต้น ส่งผลให้ Product mix โดยรวมของ OSP มีแนวโน้มดีขึ้นจากปีก่อน ควบคู่กับการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตช่วยหนุนอัตราการทำกำไร (GPM) เพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังคาดการเติบโตรายได้ต่างประเทศแบบ Double digit จากการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในเมียนมา รวมถึงการกลับไปรุกตลาดเวียดนามมากขึ้น


ด้านปี 2569 ทาง OSP คาดรายได้รวมของบริษัทจะเติบโตขึ้น 4 - 6% จากปีก่อน แบ่งเป็นการเติบโตจากเครื่องดื่มในประเทศ 2 - 3% จากปีก่อน ประกอบกับ ตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ และขยายสินค้ากลุ่มพรีเมี่ยม (ราคา 15 บาทขึ้นไป) มากขึ้น และธุรกิจต่างประเทศเติบโตไม่น้อยกว่า 10% โดยมีเวียดนาม และอินโดนีเซียเป็นตลาดหลัก และเตรียมขยายตลาดสู่กลุ่มตะวันออกกลาง และจีนด้วย 


รองลงมา คือ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ที่ถูกคาดกำไรสุทธิปี 2568 ไว้ที่ 4,819 - 6,371 ล้านบาท เติบโตขึ้น 19 - 57% จากปีก่อน ขณะที่ กำไรสุทธิปี 2569 ถูกคาดไว้ในกรอบ 5,196 - 6,640 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2 - 14% จากปีก่อน 


ปัจจัยหนุนการเติบโตของ GPSC หลัก ๆ เป็นเพราะโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ XPCL ที่ฟื้นตัวหลังจากหยุดซ่อมบำรุง 17 วันในช่วงไฮซีซั่นของปีก่อน อีกทั้งคาดว่า GPSC จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก XPCL ที่ 834 ล้านบาท เติบโตขึ้น 147% จากปีก่อน 


ขณะเดียวกัน GPSC ยังมีโครงการ CFXD ที่เข้าสู่การดำเนินงานเชิงพาณิชย์ (COD) เต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2567 และจะดำเนินการเต็มปีในปีนี้ ทำให้คาดว่า GPSC จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการดังกล่าวราว 310 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่รับรู้ขาดทุนจำนวน 338 ล้านบาท ประกอบกับ ต้นทุนถ่านหินที่คลาดเคลื่อนลดลงจากโครงการ Gheco-One 

 

*** พบอีก 2 บจ. คาดกำไรปีนี้จ่อโตเกิน 20% 

นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 บริษัท ที่ถูกนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากปีก่อนมากกว่า 20% ประกอบด้วย บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ที่ถูกคาดกำไรสุทธิไว้ที่ 2,430 - 3,042 ล้านบาท เติบโตขึ้น 11 - 39% จากปีก่อน ขณะที่ กำไรสุทธิปี 2569 ถูกคาดไว้ในกรอบ 4,739 - 9,319 ล้านบาท เติบโตขึ้น 95 - 246% จากปีก่อน 


ปัจจัยหนุน คือ ธุรกิจโรงกลั่นของ BCP ในปีนี้มีการหยุดซ่อมบำรุงน้อยกว่าปี 2567 หลังไม่มีการปรับปรุงการผลิต Euro5 ส่งผลให้อัตรากำลังผลิตทั้งปีอยู่ที่ระดับ 94% เทียบปีก่อนอยู่ที่ระดับ 88% นอกจากนี้ บริษัทยังเปลี่ยนมาขนน้ำมันทางเรือขนาดใหญ่ VLCC ในช่วงต้นครึ่งหลังปีนี้ ช่วยให้ประหยัดค่า freight ราว 0.5 เหรียญ/บาร์เรล หรือราว 8% ของค่าการกลั่น อีกทั้งธุรกิจโรงไฟฟ้ามีแรงหนุนจากการทยอย COD ของโครงการ Monsoon 


ฟาก บมจ.คอมเซเว่น (COM7) ถูกคาดกำไรสุทธิปี 2568 ไว้ที่ 3,691 - 4,056 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12 - 23% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิปี 2569 ถูกคาดไว้ที่ 4,096 - 4,709 ล้านบาท เติบโตขึ้น 9 - 16% จากปีก่อน 


การเติบโตของ COM7 มีสาเหตุหลักจากยอดขายสมาร์ทโฟนที่ปรับตัวขึ้น จากการเข้าสู่รอบการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนของผู้บริโภค จากอุปสงค์ที่รองรับ AI ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้ง ยังมีการฟื้นตัวของการขายแท็ปเล็ตจากฐานต่ำในช่วงไตรมาส 2/2567 ซึ่งเกิดปัญหาขาดแคลนสินค้า อีกด้วย

 

*** ส่องราคาหุ้น YTD พบปรับตัวลงเฉลี่ย 25%

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของทั้ง 14 บริษัทดังกล่าว ตั้งแต่ต้นปี พบว่า ปรับตัวลง 8.08  -46.50% หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยสูงถึง 25% ดังนี้
 

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นปีนี้

ชื่อย่อหุ้น

ราคาปิดล่าสุด (บ.)*

%chg YTD

KTC

26.75

-46.50

WHA

3.20

-41.82

BJC

14.40

-38.20

MTC

32.50

-32.29

BCP

26.25

-27.08

BEM

5.25

-26.06

OSP

16.30

-21.63

COM7

20.60

-21.52

CPALL

44

-21.08

SCGP

15.70

-19.90

BDMS

19.70

-19.59

BANPU

4.98

-17

GPSC

34.25

-10.46

MINT

23.90

-8.08

*ราคาปิดล่าสุด 19 ธ.ค.68

 

โดย บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) เป็นบริษัทที่ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลงมากที่สุดถึง 46.50% รองลงมา คือ บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ที่ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลง 41.82% 


ยังมีอีกถึง 7 บริษัท ที่ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลงมากกว่า 20% นำโดย บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ที่ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลง 38.20%, บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลง 32.29%, บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลง 27.08%


ปิดท้ายด้วย บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลง 26.06%, บมจ.โอสถสภา (OSP) ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลง 21.63%, บมจ.คอมเซเว่น (COM7) ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลง 21.52% และ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ราคาหุ้น YTD ปรับตัวลง 21.08%

 

*** 5 วันสุดท้ายหุ้น SET50 มักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2%

บทวิเคราะห์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า หุ้นในกลุ่มดังกล่าว มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการทำปิด Window Dressing โดยข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี พบว่า หุ้นในกลุ่ม SET50 ที่ราคาหุ้น YTD เคลื่อนไหวทางลบ ราคาหุ้นช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของปี จะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2.2% โดยในกลุ่มนี้ชอบ BDMS และ MINT มากที่สุด


ด้าน "กรรณ์ หทัยศรัทธา" หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน และนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) เสริมว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเกิด Window Dressing ในช่วงที่เหลือของปีนี้ค่อนข้างสูง เนื่องจากการคัดเลือกหุ้นเข้าออกดัชนี SET50 และ SET100 รอบใหม่ มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.ที่จะถึงนี้ 


รวมทั้งยังมีการปรับใช้เกณฑ์ SETESG ใหม่ ตามาตรฐานของ FTSE ส่งผลให้กองทุนแบบ Passive Fund จำเป็นต้องปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ดังกล่าว ทั้งนี้ มองว่า การเกิด Window Dressing รอบนี้ จะไม่ได้ผลักดันหุ้นไทยให้ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะเป็นการหมุนเวียนการลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรมเท่านั้น 

 


 

แท็กที่เกี่ยวข้อง