
ดอลลาร์กำลังอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง แต่ Store of Value อย่างทองคำกลับทะยานทำ ATH ใหม่ต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ราว 5,200 ดอลลาร์ แต่บิตคอยน์ที่ถูกมองว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” กลับยังนิ่ง
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ซึ่งเป็นดัชนีที่ติดตามค่าเงินดอลลาร์ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุล (ไม่รวมเงินหยวนของจีน) ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี และถือเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 10 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนปีก่อน
การปรับตัวลงดังกล่าว เกิดขึ้นจากหลากปัจจัย ทั้งฝั่งเศรษฐกิจ มหภาค และภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่ความขัดแย้งทางการค้า การเปลี่ยนแปลงภายในธนาคารกลางสหรัฐฯ ลามมาถึงการที่ไปจนถึงนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ของประธานาธิบดีทรัมป์
ตลาดเริ่มตอบสนองต่อความไม่แน่นอนดังกล่าวด้วยการ “กระจายความเสี่ยง” นักลงทุนสถาบันเริ่มปรับพอร์ตออกจากสินทรัพย์เสี่ยง และมองหาสินทรัพย์ที่มั่นคงและมีคุณค่าระยะยาว หรือที่เราเรียกกันว่า “Store of Value” เพื่อป้องกันพอร์ตในช่วงที่โลกดูจะ “ไม่มีอะไรแน่นอน” มากขึ้นเรื่อย ๆ
และในบรรดาสินทรัพย์ที่ได้รับความไว้วางใจในฐานะ Store of Value อย่าง ทองคำ ยังคงทำหน้าที่นั้นได้อย่างไร้ที่ติ พุ่งทะลุ 5,200 ดอลลาร์ ทะยานทำ All Time High ใหม่อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นว่า ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนมองหาในช่วงเวลาที่โลกไม่แน่นอน
ในขณะเดียวกัน บิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” กลับยังคงเคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ ในกรอบแคบ ราว 89,000 ดอลลาร์ แม้สถานการณ์รอบด้านจะเอื้อต่อสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นตรงกับธนาคารกลางและมีปริมาณจำกัดก็ตาม
การที่บิตคอยน์ยังไม่ตอบสนองต่อบรรยากาศตลาดที่เอื้อต่อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง Store of Value ทำให้เกิดคำถามว่า บิตคอยน์ยังถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์เสี่ยง” มากกว่าการเป็น “ทองคำดิจิทัล” อยู่่หรือไม่
การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจหรือทิศทางดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึง จุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งดูเหมือนจะ “ต้องการ” ให้ดอลลาร์อ่อนค่า
แรงเทขายดอลลาร์ครั้งนี้ได้รับแรงกระตุ้นจากคำพูดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อในไอโอวา เมื่อเขาถูกถามว่า กังวลหรือไม่ที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
“ผมว่าดอลลาร์อ่อนมันยอดเยี่ยมมาก คุณเห็นไหมว่าเราทำธุรกิจได้ดีแค่ไหน… จีนกับญี่ปุ่นชอบลดค่าเงินตลอดเวลา แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้บ้าง?” ทรัมป์กล่าว
คำพูดของทรัมป์ส่งผลในทันทีต่อตลาดเงินทั่วโลก โดยถูกมองว่าเป็น “สัญญาณอนุมัติ” จากผู้นำสูงสุดให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำว่า สหรัฐฯ ไม่มีความตั้งใจจะพยุงค่าเงินในระยะสั้น และอาจใช้ความอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นเครื่องมือหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการส่งออก
โดยนักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่า หากปล่อยให้ดอลลาร์อ่อนเกินไป อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเร่งให้เกิดการไหลออกของเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติได้
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่ซ้ำเติมความกังวลเข้าไปอีก คือนโยบายที่คาดเดายากของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นการขู่จะครอบครองกรีนแลนด์ การกดดันเฟดให้ลดดอกเบี้ย ภาษีทางการค้า หรือสไตล์บริหารที่สร้างความแตกแยก ล้วนส่งผลให้ภาพลักษณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ สั่นคลอนในสายตานักลงทุนทั้งสิ้น
แม้ทรัมป์จะเคยเปลี่ยนจุดยืนเรื่องค่าเงินหลายครั้ง บางครั้งสนับสนุนดอลลาร์แข็งเพื่อใช้ในการเจรจาการค้า แต่บางครั้งก็ยกย่องข้อดีของดอลลาร์อ่อนเพื่อช่วยภาคการผลิต แต่จากสถานการณ์ล่าสุด ดูเหมือนว่ารัฐบาลของเขาได้ตัดสินใจอย่างชัดเจนว่า “ดอลลาร์อ่อน” คือแนวทางที่ต้องการเดินในตอนนี้
และเมื่อเสถียรภาพของดอลลาร์เริ่มถูกตั้งคำถาม สิ่งที่ตามมาก็คือการไหลเข้าสินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำ บิตคอยน์ และทรัพย์สินที่ไม่ขึ้นกับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ
ในช่วงที่ตลาดเงินทั่วโลกกำลังผันผวนอย่างหนัก หนึ่งในสัญญาณที่น่าจับตาคือความเคลื่อนไหวล่าสุดของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (ผ่านเฟดสาขานิวยอร์ก) ที่มีรายงานว่าได้ทำ “การตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน” อย่างเข้มข้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
แม้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ตลาดมองว่านี่อาจเป็น สัญญาณเตือนล่วงหน้า ถึงความเป็นไปได้ในการกลับมา “แทรกแซงค่าเงินร่วมกัน” ระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2011 ที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ที่ญี่ปุ่น
แรงจูงใจของญี่ปุ่นนั้นชัดเจนมาอยู่แล้ว เนื่องจากเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างหนักในช่วงปีที่ผ่านมา โดยล่าสุดอ่อนค่ากว่า 13% เทียบกับดอลลาร์ ท่ามกลางการเก็งกำไรจากนักลงทุน และช่องว่างของนโยบายการเงินที่กว้างขึ้นระหว่าง BOJ กับ เฟด
ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ เองแม้จะได้ประโยชน์ทางการค้าในระยะสั้นจากค่าเงินที่อ่อนลง แต่ก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากความไร้เสถียรภาพในตลาดการเงิน และความกังวลของพันธมิตรระหว่างประเทศที่เริ่มมองว่าสหรัฐฯ กำลังเดินหมากนโยบายค่าเงินอย่างไม่มีแบบแผน
หากมีการแทรกแซงร่วมเกิดขึ้นจริง นั่นจะสะท้อน 2 ประเด็นใหญ่ คือ ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเริ่ม “หลุดกรอบ” จนจำเป็นต้องใช้กลไกร่วมระหว่างรัฐเข้าแทรก และความร่วมมือระหว่างประเทศเริ่มมีบทบาทอีกครั้ง ในโลกที่นโยบายการเงินเริ่มแยกทางกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการแทรกแซงจะเกิดขึ้น แต่เพียงแค่ “สัญญาณความร่วมมือ” ก็เพียงพอที่จะส่งผลต่อทิศทางตลาดค่าเงิน สะท้อนว่าช่วงเวลานี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือช่วงที่ “การเมืองและการเงินกำลังเดินสวนทาง” และนั่นคือสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา
ในขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกเต็มไปด้วยความผันผวน เงินเฟ้อที่ยังไม่แน่นอน ความเสี่ยงทางการเมือง และค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงต่อเนื่อง ก็ยังมีหนึ่งสินทรัพย์ที่ไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่กลับ “วิ่งนำ” อย่างชัดเจน นั่นคือ ทองคำ
ราคาทองคำล่าสุดพุ่งทะลุระดับ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำ All Time High ใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนรอบด้าน นักลงทุนทั่วโลกยังคงให้ความเชื่อมั่นในทองในฐานะที่หลบภัยทางการเงิน และเป็น Store of Value ที่ยืนระยะได้ในทุกสภาวะ
และไม่ใช่แค่ทองคำเท่านั้นที่ได้อานิสงส์จากบรรยากาศความกลัวในตลาด โลหะมีค่าตัวอื่น ๆ อย่าง โลหะเงิน (Silver), แพลทินัม (Platinum) และ พาลาเดียม (Palladium) ก็พุ่งตามขึ้นมาเช่นกัน
โดยเฉพาะ “โลหะเงิน” ที่ราคาขึ้นมาเกือบ 60% ตั้งแต่ต้นปี ที่กลายเป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่ถูกใช้เป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยง
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า เมื่อตลาดเข้าสู่โหมด “ไม่แน่ใจในอะไรทั้งนั้น” นักลงทุนมักจะหันกลับไปหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้ มีมูลค่าในตัวเอง และไม่ต้องพึ่งพานโยบายการเงินหรือใครเป็นประธานาธิบดีอยู่ ณ ขณะนั้น
สะท้อนให้เห็นว่า โลหะมีค่าทั้งกลุ่มอาจไม่ใช่แค่ “ที่หลบภัยชั่วคราว” อีกต่อไป แต่กำลังกลับมาเป็นตัวเลือกหลักในพอร์ตของนักลงทุนยุคใหม่ ที่มองหาความมั่นคงในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอีกครั้ง
แม้บิตคอยน์จะถูกยกให้เป็น “ทองคำดิจิทัล” และมีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายกับทองคำ เช่น จำนวนจำกัด และไม่ขึ้นกับธนาคารกลางใด ๆ แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมราคาช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าตลาดยังไม่พร้อมจะมองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างแท้จริง
ในช่วงที่ตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงครามการค้า เศรษฐกิจชะลอตัว ดอลลาร์อ่อน และความผันผวนจากนโยบายทรัมป์ ราคาทองคำและโลหะมีค่าอื่น ๆ ต่างพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ แต่บิตคอยน์กลับนิ่ง เฉยชา
จากพฤติกรรมของ Bitcoin ที่เกิดขึ้น ทำให้ถูกมองได้ว่า บิตคอยน์อาจยังไม่ได้ถูกยอมรับในฐานะ Store of Value อย่างแท้จริง แต่ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “สินทรัพย์เสี่ยง” คล้ายกับหุ้นเทคโนโลยีหรือสินทรัพย์เก็งกำไรอื่น ๆ มากกว่า
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่วันที่บิตคอยน์ถือกำเนิดขึ้น จนถึงวันนี้ จากสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงแชร์ลูกโซ่ มาสู่การได้รับการยอมรับในระดับที่มีคนเปรียบเทียบกับ “ทองคำดิจิทัล” และล่าสุดยังมี Bitcoin ETF ที่ได้รับอนุมัติในตลาดทุนใหญ่อย่างสหรัฐฯ ก็ถือว่าบิตคอยน์ได้พิสูจน์ตัวเองมาไม่น้อย
แม้วันนี้ตลาดอาจยังไม่ให้เครดิตมันในฐานะ Store of Value อย่างเต็มตัว แต่หากมองจากเส้นทางที่ผ่านมา เวลาก็อาจเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ เพื่อให้บิตคอยน์ยืนอยู่ในจุดนั้นอย่างมั่นคง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “บิตคอยน์มีศักยภาพหรือไม่” แต่คือ “ตอนนี้ ตลาดยังมองว่าบิตคอยน์คืออะไร?” และจากพฤติกรรมในช่วงที่ผ่านมา คำตอบอาจยังไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยในวันที่โลกปั่นป่วน… อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ ตอนนี้
ที่มา : reuters reuters cnbc efinancethai

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย