
ในงาน Block Mountain 2026 ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “New World Order ทุกประเทศกำลังดิ้นรน Globalization กำลังแตกออก ทุกประเทศกลับมาโฟกัสตัวเอง” โดยมีผู้ร่วมเสวนา 3 ท่านคือ ปกป้อง คล่องใจภักดี, วิชิต ซ้ายเกล้า, พิริยะ สัมพันธารักษ์ เวทีนี้ ดุ เด็ด เผ็ด มัน แบบไม่ปรานี
ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต จากเงินเฟ้อ ความเหลื่อมล้ำ เทคโนโลยีที่มาแทนแรงงาน ไปจนถึงสงครามเพื่อผลประโยชน์ โลกในวันนี้กำลังหมุนจาก “Globalization” สู่การกลับมาสนใจ “ตัวเอง”
กติกาของโลกเก่าที่เคยถูกควบคุมโดยอำนาจไม่กี่กลุ่ม กำลังถูกตั้งคำถาม และกติกาของโลกใหม่ (New World Order) กำลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
ต่อไปนี้คือ สรุป 40 ข้อ ที่จะช่วยให้เห็น “เกม” ที่กำลังเกิดขึ้นในระดับโลกผ่านมุมมองของ Bitcoiner และทำให้เข้าใจว่าเราทุกคนคือผู้เล่นในเกมนี้ โดยไม่รู้ตัว
ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) คือ “กติกา” ที่ควบคุมโครงสร้างอำนาจของโลก
โลกมีการจัดระเบียบใหม่ทุก 100–200 ปี เมื่อระบบเดิมเริ่มเป็นพิษและไม่ยุติธรรม
จุดเปลี่ยนมักเกิดขึ้นเมื่อคนในระบบเริ่มถูกเอาเปรียบกันเอง จนมีกลุ่มเล็ก ๆ มองหาทางออกใหม่
การเปลี่ยนผ่านของโลกไม่ได้เกิดจากแผนสมคบคิดเสมอไป แต่อาจเป็นแค่จุดลงตัวของผลประโยชน์บางกลุ่ม
ทุกครั้งที่โลกเปลี่ยนผ่านยุคสมัย มักมี ‘โอกาสใหม่’ เปิดให้คนกลุ่มใหม่ก้าวขึ้นมาเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจเดิม
ไม่สำคัญว่าทฤษฎี New World Order จริงหรือไม่ สิ่งที่สำคัญคือ “มีคนที่มีอำนาจเชื่อ และพยายามทำจริง”
ระบบเงินเฟียตถูกออกแบบให้ดูด “เวลา” และ “แรงงาน” ของมนุษย์ไปสู่คนบางกลุ่ม
ผู้คนต้องวิ่งหาเงินทั้งชีวิต กลายเป็น “หนูถีบจักร” โดยไม่มีใครรับผิดชอบ
ระบบถูกออกแบบให้ “ไม่ต้องเลี้ยงทาส แต่ให้ทาสดูแลตัวเอง”
ผู้มีอำนาจสร้างฟองสบู่เครดิต ให้ผู้คนหลงเชื่อ แล้วปล่อยให้มันแตก
เมื่อฟองสบู่มันแตก ประชาชนกลับต้องขายทรัพย์สินคืนให้สถาบันการเงิน
“เงิน” กับ “ความมั่งคั่ง” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ชนชั้นนำถือ Resource ไม่ใช่ Cash
ประชาชนส่วนใหญ่ถูกปล่อยให้ถือเงินสดที่เสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ ขณะที่กลุ่ม Elite สะสมทรัพยากรจริง
การเลิกทาสในอดีต ไม่ได้เกิดจากคุณธรรม แต่เกิดจาก “เครื่องจักรทำงานได้ดีกว่า”
ปัจจุบัน AI และหุ่นยนต์ทำงาน 24 ชม. ไม่ต้องดูแล นั่นคือเหตุผลที่ประชากรไม่จำเป็นอีกต่อไป
ถ้าเทคโนโลยีแทนแรงงานได้ทั้งหมด “คนส่วนเกิน” ก็อาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
รัฐสมัยใหม่พึ่งพาการพิมพ์เงินเพื่อผลักดันนโยบายที่ฟังดูดี แต่ไม่มีคำตอบเรื่อง “เอาเงินมาจากไหน”
การลดประชากรไม่ว่าจะผ่านนโยบายหรือเทคโนโลยีอาจถูกมองว่า “ช่วยโลก” โดยเจตนาดี
Globalization พยายามล้างอัตลักษณ์ของประเทศ สร้างมาตรฐานเดียวเพื่อปกครองง่าย
แต่ผลประโยชน์จากระบบนี้กลับตกอยู่กับกลุ่ม Elite ไม่กี่กลุ่มเท่านั้น
SME และอุตสาหกรรมในประเทศ พังเพราะทุนหนีออกนอก
คนที่ได้กำไรจาก Globalization มีเพียงไม่กี่คน ขณะที่คนส่วนใหญ่เสียประโยชน์
ระบบเงินเฟียตทำให้คนธรรมดาไม่มีวันเป็น “เสียงสำคัญ” ในสังคมได้ เพราะเก็บเงินไว้ก็เสื่อมมูลค่า
คนกลุ่มน้อยที่ “เสียงดังและจัดการดี” มักเป็นผู้กำหนดทิศทางของโลก มากกว่าเสียงข้างมาก
ประเทศเริ่ม “Reverse Globalization” หันกลับมาดูแลประเทศตัวเอง
โลกกลับมาอยู่ในโหมด “Take care yourself” กลับมาโฟกัสที่เขตแดนของตัวเอง
เมื่อแต่ละประเทศโฟกัสตัวเอง ความขัดแย้งตามชายแดนจะเกิดง่ายขึ้น
พอ Globalization เดินทางมาถึงทางตัน โลกก็จะรีเซ็ตแนวคิดใหม่
Bitcoin ไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือ “ทางออกจากระบบเดิม”
คนที่เก็บ Bitcoin ก่อน คือคนที่อาจมีสิทธิ์มีเสียงในระบบใหม่ อาจเป็น Elite ได้
Bitcoin ไม่ได้กำจัดรัฐ แต่แยก “เงิน” ออกจาก “รัฐ”
เมื่อรัฐพิมพ์เงินไม่ได้ รัฐจะต้องปกครองแบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Bitcoin ทำให้ทุกฝ่ายมี “อาวุธทางการเงิน” เท่ากัน ไม่ผูกขาดอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
สงครามอาจยังมีอยู่ แต่อย่างน้อยทุกฝ่ายจะมีต้นทุนเท่าเทียม
การถือ Bitcoin คือการ “ถืออำนาจ” ในระบบใหม่ โดยไม่ต้องมีมรดกหรือสายสัมพันธ์จากระบบเก่า
ระบบเดิมบังคับให้ทุกอย่างต้องผ่านสถาบันใหญ่ แต่ Bitcoin คือระบบที่ “ไม่ต้องขออนุญาตใคร”
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “พีระมิดย่อย” มากมาย คานอำนาจกัน ไม่ใช่พีระมิดเดียวคุมทั้งโลก
Bitcoin ไม่ได้สร้างโลกที่สมบูรณ์แบบ แต่มัน “ยุติธรรมกว่าเดิม”
โลกจะไม่ได้ไม่มีรัฐ แต่รัฐจะถูก “นิยามใหม่” ไม่ใช่รัฐที่เสกเงินเพื่อมาแก้ปัญหาได้
การแยกเงินออกจากรัฐ เหมือนกับการแยกศาสนาออกจากรัฐในอดีต เป็นหมุดหมายใหม่ของอารยธรรม
ที่มา : BlockMountain (เริ่มนาทีที่ 1:22.42)

ผู้สื่อข่าว สายสินทรัพย์ดิจิทัล สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย